วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การผ่าตัดต่อเส้นเลือด เพื่อฟอกเลือด

ผ่าตัดต่อเส้นเลือดเพื่อฟอกไตการผ่าตัดต่อเส้นเลือด เพื่อฟอกเลือด
(Vascular access for hemodialysis)

ถ้าคุณ จะต้องได้รับการรักษาโรคไตวายเรื้อรังในไม่กี่เดือนข้างหน้า คุณควรจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการรักษาจากทีมบุคลากรที่ดูแลรักษา คุณให้มากที่สุด ขั้นตอนที่สำคัญอันหนึ่ง คือ การผ่าตัดต่อเส้นเลือดเพื่อการฟอกเลือด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่นำเลือดออกจากและกลับคืนร่างกายในการฟอกเลือด การผ่าตัดต่อเส้นเลือดควรทำเตรียมว้ก่อนเริ่มฟอกเลือดหลายสัปดาห์หรือหาย เดือน ซึ่งจะเป็นการง่ายกว่าและผลที่ดีกว่าสำหรับคุณ การผ่าตัดต่อเส้นเลือดมีหลายวิธี




การผ่าตัดต่อเส้นเลือดโดยใช้เส้นเลือดผู้ป่วยเองผ่าตัดต่อเส้นเลือดโดยใช้เส้นเลือดผู้ป่วยเอง
(Arteriovenous fistula, AV fistula, AVF)

เป็น วิธีที่ดีที่สุด ถ้าคุณมีเส้นเลือดโตเหมาะสมและมีเวลาเพียงพอ เพราะหลังผ่าตัดต้องใช้เวลารอให้เส้นเลือดที่ต่อโตพอที่จะใช้ได้ (อาจหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน) แต่ถ้าสามารถใช้ได้แล้ว ภาวะแทรกซ้อนจะน้อยกว่าและอายุการใช้งานจะนานกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับชนิด อื่นโดยรวม
แพทย์ ผู้ผ่าตัดจะต่อเส้นเลือดดำเข้ากับเส้นเลือดแดงโดยตรงที่บริเวณข้อมือหรือข้อ ศอกจะทำให้แรงดันเลือดจากเส้นเลือดแดงไหลเทเข้าเส้นเลือดดำ จะทำให้เส้นเลือดดำที่แขนโตและแข็งแรงขึ้นจนสามารถใช้เข็มเบอร์โตแทง เพื่อการฟอกเลือดได้ การผ่าตัดมักจะใช้การฉีดยาชาเฉพาะที่



ผ่าตัดต่อเส้นเลือดโดยใช้เส้นเลือดเทียมการผ่าตัดต่อเส้นเลือดโดยใช้เส้นเลือดเทียม
(Arteriovenous bridge graft, AVBG, AVG)

ถ้าเส้น เลือดของคุณขนาดเล็กไม่เหมาะสมที่จะผ่าตัดด้วยวิธีแรก คุณจะต้องใช้เส้นเลือดเทียมฝังใต้ผิวหนังที่แขนสามารถใช้ได้ภายใน 2 - 3 สัปดาห์ โดยรวมแล้วปัญหาในการใช้งานอาจจะมากกว่าแบบแรก แต่ถ้าดูแลดีสามารถใช้ได้นานอาจจะหลายปี






สายสวนเส้นเลือดดำ เพื่อฟอกเลือดชั่วคราวcatheter
(Double lumen venous catheter for temporary access)

ถ้าไต ของคุณเสื่อมอย่างรวดเร็วจนไม่มีเวลารอการผ่าตัดเส้นเลือดได้ก่อน คุณอาจจะจำเป็นต้องใช้สายสวนเส้นเลือดดำ เพื่อฟอกเลือดชั่วคราว วิธีนี้ไม่อยู่ถาวร อาจจะอุดตัน ติดเชื้อและทำให้เส้นเลือดดำที่สวนตีบตันได้ ถ้าจำเป็นต้องฟอกเลือดเร่งด่วนการใช้สายส่วนนี้ก็สามารถอยู่หลายสัปดาห์



คำแนะนำหลังผ่าตัดต่อเส้นเลือดเพื่อฟอกเลือด
(Arteriovenous fistular, AVF)


  1. เป็นการผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดงที่ข้อมือหรือข้อศอกของแขนผู้ป่วย
  2. แผลอาจมีเลือดซึมได้
  3. ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทำแผล เว้นแต่แผลซึมมากหรือผ้าคลุมแผลสกปรก
  4. โดยปรกติจะนัดตัดไหม 10 - 14 วัน
  5. อย่าให้แผลเปียกน้ำ
  6. หลังจากผ่าตัด 4 - 5 วัน ให้บริหารมือโดยบีบลูกยางหรือบอลบ่อยๆ เพื่อที่จะช่วยให้เส้นเลือดโตเร็วขึ้น
  7. ห้ามวัดความดันหรือแทงน้ำเกลือแขนข้างที่ผ่าตัดเส้นเลือด
  8. ห้ามสวมนาฬิกา กำไล หรือสายรัด ที่จะกดทับบริเวณเส้นเลือดแขนข้างที่ผ่าตัด


คำแนะนำหลังผ่าตัดต่อเส้นเลือดฟอกเลือดโดยใช้เส้นเลือดเทียม
(Arteriovenous bridge graft, AVBG)


  1. เป็นการผ่าตัดโดยใช้เส้นเลือดเทียมต่อระหว่างเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำในแขนหรือขาของผู้ป่วย
  2. อาการปวดและบวมเป็นเรื่องปกติ เพื่อลดอาการปวดและบวม ควรยกแขนสูงโดยหนุนหมอนให้สูงกว่าระดับหัวใจใน 24 - 48 ชม. แรก ห้ามใช้ความร้อนประคบ
  3. ที่แขนอาจจะมีฟกช้ำจ้ำเลือด จะรู้สึกอุ่น อาจมีเลือดซึมจากบาดแผล
  4. ถ้าจำเป็นก็ทานยาแก้ปวดฟอกเลือด
  5. ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทำแผล เว้นแต่แผลซึมมากหรือผ้าคลุมแผลสกปรก
  6. โดยปรกติจะนัดตัดไหม 10 - 14 วัน
  7. อย่าให้แผลเปียกน้ำ
  8. หลีกเลี่ยงการงอข้อศอกมากๆ จะทำให้รบกวนต่อการไหลเวียนกลับของเลือด
  9. ให้มาพบแพทย์ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้
  • มีอาการชา หรือปวดที่มือ
  • ปวด บวม แดง มากขึ้น
  • แผลมีเลือดซึมออกมาไม่หยุด
  • มีไข้สูง

ภาวะโลหิตจาง ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง


gr1 
















สาเหตุ
ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยที่เป็นโรคไต วายเรื้อรังระยะสุดท้ายมีสาเหตุที่สำคัญได้แก่ร่างกายสร้าง ฮอร์โมน(Erythropoietin:EPO)ในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง และจากการขาดธาตุเหล็กระดับค่าความเข้มข้นของเลือดที่เหมาะสมตามตามมาตรฐาน การรักษา คือ 33-36 %ถ้ามากกว่าหรือน้อยกว่านี้จะทำให้มีโรคแทรกซ้อนหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้น
อาการ
  • หน้ามืด อ่อนเพลีย เวียนศีรษะทำให้รบกวนกิจวัตรประจำวันกิน-นอน-พักผ่อน ซีดเป็นลมง่าย วูบ
  • เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่ายเช่นเดินขึ้นบันได ทนต่ออากาศหนาวเย็นได้น้อย
  • ลิ้นเลี่ยน กินไม่อร่อย
  • นอนไม่ค่อยหลับ
  • กิจกรรมทางเพศลดลง

อันตรายจากภาวะซีด
      • หัวใจห้องล่างซ้ายโต หัวใจทำงานหนักมากกว่าปกติ
      • เพิ่มอัตราการตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
      • ภูมิคุ้มกันต่ำ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
การรักษา
มีอาการสงสัยว่าจะเป็นโลหิตจางควรไปพบแพทย์เพื่อรับวินิจฉัยหากมีภาวะขาดสารดังกล่าวจริงแพทย์จะให้การรักษาโดย
  1. ให้ ธาตุเหล็กเสริม มีทั้งรูปแบบกินและแบบฉีด การกิน เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก ราคาถูก ขนาดที่ทานคือ 200มิลลิกรัม วันละสามครั้ง ปัญหาคือในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมักมีการดูดซึมเหล็กที่ทางเดินอาหารได้ไม่ดี อาจถูกรบกวนการดูดซึมโดยยาบางชนิดเช่น แคลเซียม อลูมิเนียม ยาลดกรด หรือมีการสูญเสียเลือดในทางเดินอาหาร
  2. ให้ฮอร์โมน(EPO)ฉีดเพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูกป้องกันภาวะโลหิตจาง
  3. ให้ เลือดในรายที่ซีดมาก แต่การให้เลือดเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ซี และไวรัสเอดส์ อาจทำให้เกิดโอกาสสลัดไตในการปลูกถ่ายไต ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการให้เลือด ในผู้ที่มีแผนจะปลูกถ่ายไตในอนาคต

ข้อสังเกต แม้ จะมีวิธีในการดูแลภาวะซีดหลายแนวทางแต่วิธีที่คุ้มค่าที่สุดคือการรับประทาน ธาตุเหล็กอย่างสม่ำเสมอถูกต้อง การรับประทานเหล็กอาจมีอาการท้องผูก ปวดท้อง  รู้สึกไม่สบายท้อง  อาจทำให้เบื่ออาหารได้ อาจแก้ไขโดยกินในขณะท้องว่าง 2 ชั่วโมงก่อนหรือ 1 ชั่วโมง หลังอาหาร เพื่อเพิ่มการดูดซึมหรือกินก่อนนอน
ภาวะที่ทำให้ฉีดฮอร์โมน EPO ไม่ได้ผล
  • ภาวะขาดเหล็กอย่างรุนแรงเพราะการสร้างเม็ดเลือดแดงต้องมีทั้งEPO และเหล็ก
  • ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูงจะมีผลยับยั้งการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • ภาวะขาดวิตามินในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงเช่นโฟลิค
  • ภาวะที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อในร่างกาย
  • ภาวะของเสียคั่งจากขาดฟอก
  • ผู้ที่ทานยาจับฟอตเฟตเช่นอลูมิเนียม
  • ผู้ที่มีการสูญเสียเลือดบ่อยครั้ง

การป้องกันภาวะซีด
  1. ทานอาหารที่มีธาตุเหล็กและยาบำรุงเลือดเพียงพอ เช่นโฟลิค
  2. รับประทานเหล็กอย่างถูกต้อง ทั้งขนาดและวิธีการรับประทาน ตามแพทย์สั่ง
  3. ไม่ควรงดการฟอกเลือด
  4. แจ้ง ให้พยาบาลทราบถ้ามีเลือดออกในร่างกายหรือเป็นแผลตามร่างกาย เช่น อาการเลือดออกตามไรฟัน มีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารอุจจาระเป็นสีดำ หรือเป็นริดสีดวงทวารจะมีเลือดขณะอุจจาระ มีปัสสาวะเป็นเลือดหรือสีน้ำล้างเนื้อเป็นต้น ในผู้หญิงควรแจ้งทุกครั้งที่มีประจำเดือน
  5. ผู้ป่วยทานยาละลายลิ่มเลือดควรแจ้งให้ทราบด้วย
  6. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ทานอาหารให้ครบ 5หมู่ งดอาหารรสจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด เป็นต้น

วิตามินบีรวม อาหารเสริมที่จำเป็นสำหรับโรคไต















ประเด็นหลักของการขาดวิตามินของผู้ ป่วยไตวายเรื้อรังคือการเข้มงวดเรื่องการรับประทานอาหาร ไม่สามารถรับประทานอาหารบางประเภทได้ ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดอาการข้างเคียงต่อผู้ป่วยหลายประการ เช่น ภาวะซีด (เลือดจาง), แขนขาชา, อาการคันในส่วนต่างๆ, ปวดศรีษะ ฯลฯ การฟอกไตที่ทำให้แต่เนื่องจากส่วนใหญ่ทางแพทย์ที่ดูแลไข้ มักจะไม่ค่อยสั่งให้กับทางผู้ป่วยครับ
วิตามิน บี รวม เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาทและความสมบูรณ์ของอวัยวะ ต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยวิตามิน บี 1, บี 2, ไนอะซีน, แพนโทธีนิก แอซิด, บี 6, บี 12, โฟลิก แอซิด, ไอโนซิทอล และโคลีน วิตามิน บี รวม เหมาะสำหรับการบำรุงสุขภาพของผิว ผม สายตา ตับ และยังมี ประโยชน์อย่างมากในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาท ความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวันทำให้ร่างกายต้องการวิตามิน บี มากยิ่งขึ้น
Vitamin B1
วิตามินบี1 หรือ Thiamin เป็นวิตามินที่โดนขับออกจากผู้ป่วยโรคไตเพราะเครื่องฟอกไตเทียม มีความจำเป็นในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท และมีความจำเป็นต่อสุขภาพของระบบประสาท อาการรู้สึกสับสนเป็นอาการของการขาดวิตามิน บี1
อาการที่แสดงว่าขาด ได้แก่ ชาตามปลายมือปลายเท้า ตากระตุก แขนขาอ่อนแรง ความจำเสื่อม ซึมเศร้าไม่ทราบสาเหตุ กระสับกระส่าย หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น อาจพบว่าหัวใจมีขนาดโตขึ้น

อาการเป็นพิษ โชคดีที่ละลายในน้ำได้จึงไม่พบว่ามีอาการพิษที่เกิดจากการสะสมในปริมาณที่มีมากเกินไป
เเหล่งอาหารที่ได้รับ ธัญพืช ผัก และเนื้อสัตว์ ความต้องการต่อวัน 1.5 มก
ประโยชน์
จำเป็นต่อการทำงานของสมอง ระบบประสาท ระบบย่อย หัวใจและกล้ามเนื้อ
ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย
ช่วยแก้อาการเมาคลื่นและเมาอากาศ
ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตและรักษางูสวัดให้หายเร็วขึ้น
Vitamin B2
ใช้ในการเจริญเติบโต เมื่อขาดจะกลายเป็นคนแคระแกรน จำเป็นต่อเอนไซม์และกระบวนการเมตาบอลิสมของสารอาหารต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะไขมัน ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด อันเป็นสาเหตูให้เส้นเลือดแข็งตัว ขจัดไขมันชนิดอิ่มตัวในเส้นเลือด เหตุนี้เองวิตามินบี2 จึงได้สมญาว่า "วิตามินป้องกันไขมัน" วิตามินบี2 ช่วยระงับอาการตาแฉะได้ จึงใช้เป็นส่วนประกอบในยาหยอดตา
Vitamin B3
วิตามินบี3 หรือ ไนอะซิน (Niacin) สามารถต่อสู้กับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงและช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจเป็นจำนวนมาก
ประโยชน์
ช่วยทำลายพิษหรือท็อกซินจากมลพิษ แอลกอฮอล์และยาเสพติด
รักษาโรคทางจิตและโรคเกี่ยวกับความผิดปกติทางสมอง
ช่วยให้อาการต่างๆ ของผู้ป่วยเบาหวานดีขึ้น
ช่วยรักษาโรคปวดหัวไมเกรน
ช่วยบรรเทาโรคอาร์ไทรทิสหรือข้ออักเสบ
ช่วยกระตุ้นและแก้ไขความบกพร่องทางเพศ
ช่วยลดความดันโลหิตสูงประจำ
Vitamin B5
วิตามินบี5 หรือ (Pantothenic Acid) เป็นวิตามินในการสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยสร้างเซลล์ใหม่และช่วยบำรุงระบบประสาท
ร่างกายคนเราต้องการวิตามินบี5 อย่างน้อย 200 มิลลิกรัม
ประโยชน์
ช่วยสร้างแอนติบอดีซึ่งเป็นตัวสำคัญของภูมิชีวิต
เมื่อร่างกายเปลี่ยนไขมันที่สะสมไว้ให้เป็นน้ำตาลเพื่อสร้างพลังงาน วิตามินบี5 จะเป็นตัวสำคัญในการเปลี่ยนไขมันเป็นน้ำตาล
ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น
ช่วยให้ร่างกายหายจากการช็อกหลังการผ่าตัดใหญ่
ช่วนให้อาการอ่อนเพลียหายเร็วขึ้น
Vitamin B6
วิตามินบี6 หรือ (Pyridoxine) มักสูญเสียเพราะของเสียในเลือดของผู้ป่วยโรคไต เป็นวิตามินที่มักใช้ร่วมกับบี1 และบี12 ซึ่งวิตามินบี1 ทำงานกับคาร์โบไฮเดรตส่วนวิตามินบี6 และบี12 ทำงานร่วมกับโปรตีนและไขมัน ร่างกายคนเราต้องการวิตามินบี6 ประมาณ 1.5 มิลลิกรัม
ประโยชน์
ช่วยเปลี่ยนกรดอมิโนให้เป็นวิตามินบี3 หรือไนอะซิน
ช่วยร่างกายสร้างภูมิต้านทานแอนติบอดี และช่วยสร้างเซลล์โลหิตใด้ดียิ่งขึ้น
ช่วยร่างกายสร้างน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและแร่ธาตุแมกนีเซียม
ช่วยบรรเทาโรคที่เกิดจากระบบประสาทและผิวหนัง
ช่วยบรรเทาการคลื่นไส้อาเจียน
ช่วยบรรเทาอาการปากแห้งและคอแห้ง
ช่วยแก้การเป็นตะคริว แขนขาชาและช่วยขับปัสสาวะ
19517
Vitamin B12
วิตามินบี 12 (Cyanocobalamin) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ให้ระวังการดูดซึมของบี12 สู่ร่างกายจะบกพร่องและเป็นผลให้เกิดโรคโลหิตจาง ควรกินวิตามินชนิดนี้ควบกับแคลเซียมจะทำให้การดูดซึมสู่ร่างกายดีขึ้น
ประโยชน์
ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
ช่วยให้เด็กเติบโตและเจริญอาหาร
ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้ดี
ช่วยให้สมองไม่ฟุ้งซ่าน ความจำดีและมีสมาธิ
Vitamin B9 โฟลิก แอซิด ทำงานร่วมกับวิตามิน บี 12 ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง บรรเทาอาการหมดแรง หงุดหงิดง่าย ปวดศรีษะ อาการหลงลืม บรรเทาอาการทางประสาท พบมากในผักใบเขียว เนื้อสัตว์ ไก่ ปลา เป็ด ความต้องการ ไม่เกิน 400 มก.ต่อวัน
Vitamin Bp โคลีน ช่วยในการสร้างสารอะเซทิลโคลีน ซึ่งเป็นสารสื่อสัญญาณประสาทที่สำคัญในสมองที่ใช้ในการเก็บความทรงจำ
Vitamin Bm ไอโนซิทอล ช่วยในปฏิกิริยาชีวเคมีของไขมันทำให้ใช้ไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ช่วยในการเสริมอาหารให้แก่สมอง
Vitamin Bh ไบโอติน ช่วยในการสร้างพลังงาน การเจริญเติบโต และการสร้างกรดไขมันในร่างกาย พบมากใน ผักใบเขียวทุกชนิด ยีสต์ เนื้อสัตว์ เป็ด ไก ปลา อาหารทะเล
นอกจากวิตามินบีรวมที่กล่าวมา ข้างต้นแล้ว ควรได้รับวิตามินดี อาหารวิตามินดีชนิด 1-alpha hydrocylated form ตามแพทย์สั่ง วิตามินซี และหลีกเลี่ยงวิตามินเอครับ

"มะเฟือง" กับผู้ป่วยไตวาย


630
หลายเสียงเล่าลือกันถึงเรื่องของพิษที่มีอยู่ใน... "มะเฟือง" ส่งผลทำให้มีอันตรายถึงชีวิตจากภาวะไตวายเฉียบพลัน
เพื่อให้คลายสงสัย รศ.นายแพทย์ ม.ล.ชาครีย์ กิติยากร อายุรแพทย์ หน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความกระจ่างว่า...
มะเฟืองเป็นผลไม้เขตร้อนที่คนไทย รู้จักมา เนิ่นนาน แต่ในจำนวนคนไทย 67 ล้านคน มีน้อยคนนักที่จะทราบว่า...พิษของมะเฟืองมีผลต่อสุขภาพของไต

และ...อาจทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้

คุณ หมอชาครีย์ บอกว่า "ไต"... เป็นอวัยวะหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อระบบในร่างกายของเรา มีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่วเหลือง มี 2 ข้างอยู่บริเวณบั้นเอว

ไตเป็น ส่วนหนึ่งของระบบทางเดินปัสสาวะ ส่วนที่ต่อจากท่อไต  (URETER) ซึ่งจะนำปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ และเข้าสู่ท่อปัสสาวะ  (URETHRA) ในเพศชายจะมีต่อมลูกหมากอยู่โดยรอบท่อปัสสาวะ

หน้าที่สำคัญของไต
1.ขับถ่ายของเสียที่เกิดจากการแตกตัวของโปรตีนในอาหารออกจากร่างกาย
2.รักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ กรดและด่างของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
3.ควบคุมความดันโลหิต 4.สร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก

ความหมายของภาวะไตวาย คือ ภาวะที่มีการสูญเสียการทำงานของไต แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ชนิดแรก...ไตวายเรื้อรัง คือการสูญเสียการทำงานของไต ที่เป็นไปอย่างช้าๆ และถาวร ช่วงเวลาอาจตั้งแต่ 1–2 ปี จนถึง 10 ปีขึ้นไป จนในที่สุดเข้าสู่ภาวะสุดท้ายของไตวาย (END  STAGE  RENAL  FAILURE) ซึ่งหมายถึง ภาวะที่ต้องการการรักษาแบบทดแทน เช่น ฟอกเลือด, เปลี่ยนไตเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้

ชนิด ที่สอง...ไตวายเฉียบพลัน ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นชั่วโมง หรือ เป็นวัน ทำให้เกิดการคั่งของของเสียทำให้เกลือแร่ กรด ด่าง และการควบคุมปริมาณน้ำในร่างกายผิดปกติ

"ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ป่วยเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีปริมาณปัสสาวะต่อวันน้อยกว่า 400 ซีซี"

คุณหมอชาครีย์ บอกอีกว่า สาเหตุของไตวายเฉียบพลัน มีหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่ เกิดจากความผิดปกติของการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย...การอุดตัน ผู้ป่วยที่ช็อกจากการติดเชื้อ, เสียเลือดจำนวนมาก หรือขาดน้ำอย่างรุนแรงจากท้องเสีย

การใช้คำว่า   "เฉียบพลัน"   นอกจากบ่งถึงช่วงเวลาระยะสั้นที่เกิดขึ้นแล้ว ยังบ่งถึงความเป็นไปได้ ที่ไตจะกลับสู่ภาวะปกติได้

คนไทยรู้จักมะเฟืองมานาน นิยมรับประทานเป็นผลไม้สด หรือคั้นเป็นน้ำผลไม้ หรือรับประทานผลดิบเป็นผัก เช่น ในอาหารเวียดนาม

"ในบ้านเรามีรายงานเกี่ยวกับคนไข้เกิด ภาวะไตวายเฉียบพลันหลังการรับประทานผลสด หรือน้ำมะเฟืองจำนวนมาก...เนื่องจากมะเฟืองเป็นพืชที่มีสารออกซาเลตสะสมอยู่ เป็นจำนวนมาก

ปกติแล้วออกซาเลตสามารถละลายและถูกดูด ซึมได้อย่าง อิสระ แล้วถูกขับออกทางไต โดยสาเหตุของไตวายเฉียบพลันนั้น เพราะไตเป็นแหล่งที่มีสารต่างๆหลายชนิด เมื่อสารออกซาเลตในมะเฟืองจับตัวกับแคลเซียมที่อยู่ในไต จะกลายเป็น...ผลึกนิ่วออกซาเลต

ผลึกนิ่วจำนวนมากตกตะกอน หรืออุดตันในเนื้อไต และท่อไต ...ทำให้ไตวายหรือสูญเสียการทำงานไป"

แต่กระนั้น...การเกิดภาวะไตวายไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยทุกราย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับประทาน และภาวะพร่องหรือขาดน้ำในผู้ป่วย

หน่วย โรคไต โรงพยาบาลรามาธิบดี เคยพบกรณีคนไข้ในประเทศไทยมีอาการไตวายเฉียบพลัน จากการได้รับภาวะพิษจากการรับประทานผลมะเฟือง และได้ส่งรายงานไปต่างประเทศ

ผู้ป่วยที่มีภาวะพิษต่อไต...เกิดขึ้น ในหลายชั่วโมงถัดมา หลังรับประทานผลมะเฟือง ผู้ป่วยจะมาด้วยภาวะไตวายเฉียบพลัน กล่าวคืออาจจะมีปัสสาวะออกน้อยลง, บวมน้ำ, ความดันโลหิตสูงขึ้น, น้ำท่วมปอด, อ่อนเพลีย

หรือ...บางรายอาจมาด้วยอาการสะอึก เนื่องจากของเสียในร่างกายคั่ง จากการที่ไตไม่สามารถขับของเสีย และน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้ และ...อาจจะต้องได้รับการฟอกเลือดล้างไตในที่สุด

พบด้วยว่า ถ้ามีภาวะไตวายเฉียบพลันเกิดขึ้น หลังหยุดรับประทานมะเฟืองผู้ป่วยเดิมที่มีไตปกติ กว่าไตจะกลับมาทำงานได้ตามปกติอาจใช้เวลานาน ประมาณ 3-4 สัปดาห์ แต่หากเป็นผู้ป่วยที่มีโรคไตเดิมอยู่ก่อนแล้ว การทำงานของไต อาจจะดีขึ้นบ้าง แต่ไม่กลับมาเท่าเดิม และอาจจะต้องฟอกไตถาวร

ผลการ ศึกษาปัจจัยการเกิดโรค พบว่าขึ้นอยู่กับชนิดมะเฟือง...มะเฟืองเปรี้ยวมีโอกาสเกิดโรคมากกว่ามะเฟือง ชนิดหวาน เนื่องจากมีปริมาณกรดออกซาลิคมากกว่า

"ถ้ารับประทานผลสด หรือผลไม้คั้น จะมีโอกาสเกิดโรคมากกว่า แต่ถ้าผ่านการดอง หรือแปรรูปหรือเจือจางในน้ำเชื่อม เช่น...ในน้ำมะเฟืองสำเร็จรูป จะทำให้ปริมาณออกซาเลตลดน้อยลง"

ปริมาณที่รับประทาน พบว่าระดับออกซาเลต ที่เป็นพิษต่อร่างกายมีค่าตั้งแต่ 2-30 กรัมของปริมาณออกซาเลต...ผลมะเฟืองเปรี้ยวมีออกซาเลต ประมาณ 0.8 กรัม ในขณะที่มะเฟืองหวานมีออกซาเลต 0.2 กรัม

สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคไตอยู่เดิมอาจมีไตวายเฉียบพลัน   จากการรับประทานมะเฟืองเพียงเล็กน้อย

นอกจาก นี้ ระดับความรุนแรงยังขึ้นอยู่กับภาวะพร่องหรือขาดน้ำ จากการรายงานผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายหลังรับประทานมะเฟือง พบว่าผู้ป่วยดื่มน้ำมะเฟืองหลังจากการทำงานหนักหรือสูญเสียเหงื่อมาก จะยิ่งมีโอกาสเกิดโรคมากขึ้น เนื่องจากผลึกแคลเซียมออกซาเลตจะอิ่มตัว และตกผลึกง่ายขึ้นในเนื้อไต

ในผู้ที่มีไตเรื้อรังอยู่ก่อนโดยเฉพาะ ผู้ที่ไตวายต้องล้างไตแล้ว มะเฟืองมีผลต่อระบบประสาทด้วย มีรายงานในผู้ป่วยกว่า 50 รายทั่วโลก...มะเฟืองอาจมีสารที่เป็นพิษกับระบบประสาท ซึ่งผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงไปจากการที่สมองบวม จากการที่มีผลึกนิ่วออกซาเลตไปเกาะสมอง

หรือการที่มะเฟืองมีสารพิษ อื่นที่กระตุ้นสมอง สารพิษต่อสมองนี้จะสะสมในภาวะไตวาย ดังนั้น...การเกิดพิษลักษณะนี้พบได้น้อยมากในคนปกติ และผู้ป่วยมักต้องรับประทานผลมะเฟืองเป็นจำนวนมาก

"ผู้ป่วยไตวายอาจ มีอาการทางสมองหลังรับประทานมะเฟืองทั้งชนิดหวานและชนิดเปรี้ยว เพียง...หนึ่งผล อาการ...มักเริ่มไม่กี่ชั่วโมงหลังรับประทานมะเฟือง โดยผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน สะอึก ตามด้วยภาวะซึมหรือชัก

ผู้ ป่วยส่วนใหญ่จะดีขึ้นหลังหยุดรับประทานมะเฟือง หลังการล้างไตเพื่อเอาพิษมะเฟืองออก...อย่างไรก็ตาม  มีรายงานว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตหลังรับประทานมะเฟือง"

น่าสนใจที่ว่า ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้ยินข่าวผู้ป่วยจากพิษมะเฟือง เป็นไปได้ ว่าที่ผ่านมามะเฟืองไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก ผลผลิตมะเฟืองในแต่ละปีก็มีจำนวนไม่มากอย่างผลไม้อื่นๆ คนส่วนใหญ่จะรับประทานในปริมาณน้อย และไม่รับประทานมะเฟืองเปรี้ยว

แต่ ในช่วงหลังๆมานี้...ได้มีบทความแพร่ทางสื่อออนไลน์ชวนให้รับประทานมะเฟืองสด โดยชี้แนะประโยชน์ทางสุขภาพ เช่น ลดน้ำตาลในเลือด หรือช่วยรักษาโรคอื่นๆ จึงอาจทำให้มีคนเชื่อ หันมาบริโภคมะเฟืองกันมากขึ้น

ปัจจุบันยัง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ระบุชัดเจนถึงประโยชน์ของมะเฟือง ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนระมัดระวัง มะเฟืองสดเป็นผลไม้ที่น่าจะเกิดโทษกับผู้ที่รับประทานมากเกินกว่าที่ร่างกาย จะทำลายพิษได้

และ...ขึ้นอยู่กับสุขภาพของผู้บริโภค ที่มีความเสี่ยง ต่อภาวะไตวาย ผู้บริโภคสุขภาพปกติทานได้แต่ในปริมาณไม่มาก...ผู้ป่วยที่มีนิ่วในไตควรหลีก เลี่ยง...โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีไตเสื่อม  หรือมีความเสี่ยงต่อโรคไต ห้ามทานมะเฟืองทั้งเปรี้ยวและหวานเด็ดขาด

คุณหมอชาครีย์ย้ำทิ้งท้าย ว่า   โรคไตมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง   ผู้รักสุขภาพควรเอาใจใส่ต่อโภชนาการที่เหมาะสม และตรวจสุขภาพไตเป็นประจำทุกปี

การใช้ยาในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง


ผู้ ป่วยไตวายเรื้อรังต้องกินยาหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงควรต้องทราบข้อบ่งใช้ หรือประโยชน์ของยาแต่ละชนิด วิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง ข้อควรระวังต่าง ๆ ของ การใช้ยา อาการข้างเคียงของยา ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยสังเกตความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และแจ้งให้แพทย์ พยาบาลทราบเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป นอก จากนี้การได้รับยาหลายชนิดร่วมกันอาจมีปฏิกริยาต่อกันของยา(ยาตีกัน)เกิด ขึ้น การทราบถึงปฏิกิริยาต่อกันของยาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่จะสามารถหลีกเลี่ยงผลเสียที่เกิดจากยาตีกันได้ ผู้ป่วยจึงควรมีความรู้เรื่องยาที่ใช้ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้ยา และได้รับผลเสียจากการใช้ยาน้อยที่สุด

ไตวาย ไม่ตายไว

โรคไตวาย เกิดจากการที่ไตสูญเสียหน้าที่ ไม่สามารถขับน้ำ และของเสียออกจากร่างกายได้ ทำให้ร่างกายเสียสมดุล และเลือดเป็นพิษ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ซึม คลื่นไส้ และเสียชีวิตในที่สุดได้
โรคไตวายมี 2 แบบ แบบ เฉียบพลัน ซึ่งไตวายชั่วคราว สามารถฟื้นกลับมา ทำหน้าที่ได้อีก หายเป็นปกติได้ และแบบเรื้อรัง ซึ่งการทำงานของไตเสียอย่างถาวร ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อีกแล้ว
สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรัง มีหลายอย่าง บางอย่างสามารถรักษา และป้องกันการเสื่อม หรือชลอการเสื่อมของไตได้ ซึ่งถ้าไม่รีบรักษาต้นเหตุเหล่านี้ หน้าที่ของไตจะค่อยๆ เสื่อมลง จนกระทั่งเป็นไตวายระยะสุดท้าย
โรคไตวายเรื้อรัง ไม่ว่าเกิดจากสาเหตุใด สุดท้ายจะทำให้เกิดภาวะยูเรเมีย (Uremia) เหมือนกัน ทำให้มีอาการ ซีด บวม อ่อนเพลีย ซึมลงจนหมดสติและชักได้ ร่างกายจะดำรงอยู่ไม่ได้ ถ้าไตไม่ทำงานขับถ่ายของเสีย แต่ผู้ป่วยยังไม่สิ้นหวัง ด้วยความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ๆ แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยไตวาย ให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพพอสมควร

โรคไตวายเรื้อรังเกิดจากอะไร ?

โรคไตวายเรื้อรัง ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นภาวะที่ เกิดจากโรคหลายอย่าง สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเบาหวาน ที่เป็นมานานเกิน 15 ปี เป็นโรคความดันโลหิตสูงนานๆ โรคไตอักเสบเรื้อรัง นิ่วก็เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในคนไทย

โรคไตวายเรื้อรังรักษาให้หายได้ไหม ?

เมื่อไตเสื่อมหน้าที่อย่างเรื้อรัง การทำงานของไตจะเสื่อมลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไตฝ่อ ไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ แต่เราสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ โดยการลดอาหารประเภทโปรตีน และควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ในภาวะปกติ

โรคไตวายเรื้อรังสามารถป้องกันได้ไหม ?

สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังหลายอย่าง สามารถป้องกันได้ เช่น การควบคุมเบาหวาน และความดันโลหิตสูงให้ดี สามารถลดอุบัติการของโรคไตวายเรื้อรังได้ โรคไตอักเสบหลายชนิดสามารถรักษา และสงวนการทำงานของไตได้ ถ้าได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ เนื่องจากโรคไตวายเรื้อรังรักษาไม่หาย แต่อาจป้องกันได้ การตรวจพบโรคไต และรักษาตั้งแต่ระยะแรก จึงมีความสำคัญมากในการป้องกันไตวาย เป็นที่น่าเสียใจว่า ผู้ป่วยโรคไตบางคนละเลยการรักษา จนทำให้ไตวายอย่างรวดเร็วจนเสียชีวิต

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต ?

โรคไตบางอย่าง อาจแสดงอาการ เช่น บวม ปัสสาวะเป็นเลือด แต่โรคไตอักเสบหลายอย่าง ไม่แสดงอาการเลย จนกระทั่งการทำงานของไตเสื่อมมากแล้ว ถ้าไม่ตรวจปัสสาวะ เลือด ก็จะไม่ทราบว่าเป็นโรคไต เพราะฉะนั้น การตรวจร่างกายประจำปี จึงมีความสำคัญมาก ในการตรวจหาโรคไตที่ไม่แสดงอาการ

อาการปวดหลังเป็นอาการของโรคไต หรือไม่ ?

อาการปวดหลังเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อและกระดูก , โรคไตส่วนใหญ่ ไม่แสดงอาการปวดหลัง นอกจากเป็นนิ่ว และกรวยไตอักเสบ

การรับประทานอาหารเค็ม เป็นสาเหตุของโรคไตหรือไม่ ?

อาหารเค็มไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคไต แต่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังส่วนใหญ่ ควรลดอาหารเค็ม เพราะร่างกายไม่สามารถขับเกลือ ออกจากร่างกายได้ตามปกติ ทำให้บวมและความดันโลหิตสูง

เมื่อเป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้ว จะทำอย่างไร ?

ประการแรก ผู้ป่วยควรจำกัดอาหารบางอย่าง เช่น อาหารเค็ม ผลไม้และอาหารที่มีโปรตีนสูง ถ้าความดันโลหิตสูงต้องควบคุมให้ดี ยาจะช่วยลดอาการได้บ้าง แต่ไม่มียาอะไรที่จะขับของเสียออกจากร่างกายได้ วิธีที่จะขับของเสียและน้ำออกจากร่างกายได้ คือ การล้างไต (Dialysis)

จะรักษาโรคไตวายเรื้อรังได้อย่างไร ?

การรักษาที่ดีที่สุด คือ การผ่าตัดปลูกเปลี่ยนไต จากคนที่บริจาคไตให้ แต่การปลูกเปลี่ยนไตมีข้อจำกัดที่สำคัญ คือ มีผู้บริจาคไตน้อย มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังนับร้อยนับพันคน รอการบริจาคไตอยู่ ผู้ป่วยเหล่านี้จะอยู่ได้ด้วยการล้างไต ระหว่างที่รอการปลูกไต

การล้างไตมีกี่วิธี ? วิธีไหนดีที่สุด ?

การล้างไตปัจจุบันมี 2 วิธี

1.
วิธีการล้างไตทางหน้าท้อง (CAPD : Continuous 
Ambulatory Peritoneal Dialysis) วิธีนี้ใช้สายยางฝังไว้
ในช่องท้องอย่างถาวร และใส่น้ำยาเข้าไปในช่องท้อง 
เพื่อล้างเอาของเสียในเลือดออก ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาวันละ 
4 - 5 ครั้ง ทุกวัน วิธีนี้มีข้อดีที่ทำเองที่บ้านได้ แต่มีข้อเสีย
ที่อุบัติการ การติดเชื้อในช่องท้องสูงเมื่อทำไปนานๆ 
และมีการสูญเสียโปรตีน ออกมาทางน้ำยามากในแต่ละวัน 
อาจเกิดภาวะขาดอาหาร ถ้ารับประทานอาหารไม่เพียงพอ
2.
การฟอกเลือด (Hemodialysis) โดยการดูดเลือดจากผู้ป่วย
ไปล้างเอาน้ำ และของเสียออก โดยใช้ไตเทียม (เครื่องฟอกเลือด)
เลือดที่ล้างแล้ว จะไหลกลับเข้ามาในตัวผู้ป่วย วิธีนี้ใช้เวลาครั้งละ
ประมาณ 4 ชั่วโมง เพื่อที่จะให้ได้ผลดี ควรฟอกเลือดสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง
จะเลือกวิธีไหนดีขึ้นอยู่กับโรคของผู้ป่วย และความพอใจของผู้ป่วย
แพทย์จะอธิบายให้ผู้ป่วยทราบ ทั้งข้อดีและข้อเสียของทั้ง 2 วิธี
และแนะนำวิธีที่เหมาะสมให้ แต่ผู้ป่วยและญาติเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง
ว่าจะล้างไตหรือไม่ แล้วเลือกล้างไตวิธีใด

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อาหารผู้เป็นโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต ด้วยการล้างช่องท้องชนิดถาวร (CAPD)

อาหารผู้เป็นโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต
ด้วยการล้างช่องท้องชนิดถาวร (CAPD)
ผู้เป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างช่องท้องชนิดถาวร
(CAPD- Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis) เพื่อลดการคั่งของของเสียและน้ำ ช่วยให้
ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ในการรักษาทดแทนไตด้วยการทำ CAPD นี้ จะมีการสูญเสียสารโปรตีน วิตามิน
และเกลือแร่ไปกับน้ำยาที่ใช้ล้างช่องท้อง ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้
เพียงพอ มิฉะนั้นอาจขาดสารอาหารได้ ปัญหาโภชนาการที่มักพบในผู้ที่ได้รับการรักษาทดแทนไตด้วยการ
ทำ CAPD คือ รับประทานอาหารที่ให้โปรตีนไม่เพียงพอ ทำให้ขาดโปรตีน มีระดับอัลบูมีนในเลือดต่ำ
อาจเนื่องมาจากผู้ป่วยเคยชินกับการถูกจำกัดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ในช่วงเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย
ก่อนได้รับการรักษาด้วยการล้างช่องท้องมาเป็นเวลา นาน ทำให้รับประทานอาหารที่ให้โปรตีนได้ไม่มาก
พอ นอกจากนี้ในการทำ CAPD จำเป็นต้องใส่น้ำยาเข้าไปในช่องท้องครั้งละ 2 ลิตร และทิ้งไว้ระยะเวลา
หนึ่ง เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนของเสียระหว่างเลือดและน้ำยาล้างไต ผ่านทางเยื่อบุช่องท้อง แล้วจึงปล่อย
น้ำยาออกมา ต้องทำการเปลี่ยนน้ำยาล้างไตวันละ 4 ครั้ง การมีน้ำเข้าไปอยู่ในช่องท้อง ทำให้รู้สึกแน่นช่อง
ท้อง รับประทานอาหารได้น้อยลง และน้ำยา CAPD มีกลูโคสซึ่งจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ทำให้ผู้ป่วย
ไม่รู้สึกหิว ไม่มีความอยากอาหาร ผู้ป่วยบางคนยังขาดธาตุสังกะสี ทำให้ความรู้สึกในการรับรส
เปลี่ยนแปลง รับประทานอาหารไม่อร่อย ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง เหล่านี้เป็นสาเหตุให้เกิดการ
ขาดสารโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่อื่นๆได้
ภาวะโภชนาการเกินหรืออ้วน ก็เป็นปัญหาโภชนาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยกลุ่มนี้เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยได้กลูโคสจากน้ำยา CAPD ที่ใช้ล้างช่องท้อง ทำให้ได้รับพลังงานเพิ่มมากกว่าที่ควร
ได้รับ ทำให้อ้วน ผู้ป่วยบางคนอาจมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น มีภาวะต้านอินสุลิน (Insulin
resistance) ภาวะแทรกซ้อนที่มักพบในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาทดแทนด้วยการทำ CAPD ก็คือ การมี
ภาวะไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ซึ่งนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
และเกิดโรคหัวใจขาดเลือดตามมา ผู้ที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างช่องท้องชนิดถาวร จึง
จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการเลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้อง เพื่อการมีสุขภาพดีและคุณภาพชีวิตที่ดี
2
ผู้เป็นโรคไตที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างช่องท้องชนิดถาวร (CAPD) รับประทาน
อาหารประเภทเนื้อสัตว์ได้มากน้อยเพียงไร
ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยการทำ CAPD ควรรับประทานอาหารที่ให้โปรตีนให้เพียงพอ ได้แก่ เนื้อ
หมู ไก่ ปู ปลา กุ้ง และไข่ขาว ทั้งนี้เพราะการทำ CAPD จะสูญเสียอัลบูมินซึ่งเป็นสารโปรตีนไปกับ
น้ำยาล้างช่องท้อง ผู้ป่วยจึงต้องรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ให้มากขึ้น เพื่อชดเชยปริมาณโปรตีนที่
สูญเสียไป และเพื่อให้ร่างกายนำสารโปรตีนเหล่านี้ไปใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่างๆ โดย
รับประทานเนื้อหมู เนื้อไก่ ที่ไม่ติดมันและหนัง หรือเนื้อปลา มื้อละ 4 ช้อนกินข้าวพูนพอควร (2 รายการ
ในตารางที่ 1) วันละ 3 มื้อ หรือจะแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก 4-5 มื้อก็ได้ ไข่ไก่ควรได้รับสัปดาห์ละ 2 ฟอง
ยกเว้นผู้ที่มีฟอสฟอรัสในเลือดสูง ควรงดไข่แดง หากเป็นไข่ขาวรับประทานได้ทุกวัน วันละ 4 ฟอง
โดยเฉพาะผู้ที่มีระดับอัลบูมินต่ำกว่า 3.5 กรัม/ลิตร
ตารางที่ 1 ปริมาณเนื้อสัตว์สุก 1 ส่วน (เฉพาะส่วนเนื้อ) ให้โปรตีน 7 กรัม พลังงาน 65-75 กิโล
แคลอรี
อกไก่ 2 ช้อนกินข้าว ไข่ 1 ฟอง
เนื้อหมูแดง 2 ช้อนกินข้าว ไข่ขาว 2 ฟอง
ปลาทูน่า 2 ช้อนกินข้าว ปลาทอด 2 x 1 ½ x ½ นิ้ว 1 ชิ้น
ลูกชิ้นปลา 5-6 ลูก หมูบด 2 ช้อนกินข้าว
แฮมไม่ติดมัน 1 ชิ้น (3 ½ x3 ½ x 1/8 นิ้ว) กุ้งขนาดกลาง 4 ตัว
ตะโพกไก่ไม่ติดหนัง 2 ช้อนกินข้าว
ผู้เป็นโรคไตรับประทานข้าว / ก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารจำพวกแป้งอื่นๆได้มากน้อยเท่าไร
ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมปัง ขนมจีน ข้าวโพด เผือก มัน ฯลฯ เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ
ควรได้รับข้าวมื้อละ 2-3 ทัพพี หรือก๋วยเตี๋ยวก็ได้ เพื่อใช้เป็นพลังงานในการทำงานของอวัยวะต่างๆภายใน
ร่างกาย รวมทั้งใช้ในการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ และการได้รับอาหารที่ให้พลังงานอย่างเพียงพอ ยังช่วย
ให้ร่างกายสามารถนำสารโปรตีนไปใช้ในการเสริมสร้างซ่อมแซมเซลล์และกล้ามเนื้อได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยการทำ CAPD จะได้รับการใส่น้ำยาไปในช่องท้อง ทำให้รู้สึกแน่น
อึดอัดท้อง และบางครั้งรู้สึกเบื่ออาหาร ทำให้รับประทานข้าว ก๋วยเตี๋ยวได้น้อยลง จึงควรแบ่งมื้ออาหาร
เป็นมื้อเล็ก วันละ 4-5 มื้อ โดยจัดให้มีอาหารว่างระหว่างมื้อ ในแต่ละมื้อควรมีเนื้อสัตว์ เช่น ปลา ไก่ ให้
เพียงพอด้วย เพื่อป้องกันการขาดสารโปรตีน สำหรับผู้ที่อ้วนมาก ควรลดปริมาณข้าวหรืออาหารจำพวก
แป้งอื่นๆลงบ้าง เพื่อควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
ตารางที่ 2 ปริมาณข้าวและแป้ง 1 ส่วน มีโปรตีน 2 กรัม ให้พลังงาน 70-80 กิโลแคลอรี
ข้าวต้ม 2 ทัพพี ขนมปังกรอบ 3 แผ่น
ข้าวสุก 1 ทัพพี มันฝรั่งสุก ½ ถ้วย
ก๋วยเตี๋ยวลวก 1 ทัพพี ข้าวเหนียวนึ่ง 1/4 ถ้วย
วุ้นเส้น 2/3 ถ้วย ซีเรียลไม่เคลือบน้ำตาล ½ ถ้วยตวง
ขนมปัง 1 แผ่น ขนมจีน 1 จับ
ข้าวโพดต้ม 1 ฝักกลาง
ผู้ที่รักษาด้วยการทำ CAPD จะรับประทานขนมหวาน น้ำหวานได้หรือไม่
ผู้ที่รักษาด้วยการทำ CAPD ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานขนมหวานจัด น้ำหวาน เนื่องจากใน
น้ำยา CAPD มีกลูโคสผสมอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้น้ำยาซึ่งมีความเข้มข้นของกลูโคส 4.25%
กลูโคสจะถูกดูดซึมเข้าไปมาก อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ระดับอินสุลินในเลือดสูงขึ้น น้ำหนัก
ตัวเพิ่มขึ้น มีภาวะต้านอินสุลิน เกิดโรคเบาหวาน และมีภาวะไขมันในเลือดสูง จึงควรหลีกเลี่ยงขนมที่
หวานจัด เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ขนมหม้อแกง ฯลฯ ขนมเชื่อมต่างๆ ขนมน้ำเชื่อม
ขนมกวน รวมทั้งน้ำหวาน บางครั้งถ้าอยากรับประทานขนมหวาน ควรเลือกรับประทานขนมที่หวานน้อย
เช่น ขนมกล้วย ขนมมัน ขนมตาล ขนมสาลี่ เค้กไม่มีหน้า ฯลฯ ควรหลีกเลี่ยงขนมที่มีเนยหรือกะทิ และ
พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
ผู้ที่รักษาด้วยการทำ CAPD ต้องจำกัดอาหารจำพวกไขมันหรือไม่
ผู้ที่รักษาด้วยการทำ CAPD จะได้รับพลังงานส่วนเกินจากกลูโคสในน้ำยาล้างช่องท้อง ทำให้
อ้วน มีระดับไตรกลีเซอไรด์และระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วย
ที่ทำ CAPD และนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจขาดเลือด เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าว ควร
เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย หลีกเลี่ยงเนื้อติดมัน อาหารที่ทำจากกะทิ หรือมีส่วนประกอบของ
เนย ครีม มาการีน ได้แก่ เค้ก คุกกี้ พาย ครัวซอง เพสตรี้ ซึ่งมีไขมันอิ่มตัวมาก รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหาร
ที่มีโคเลสเตอรอลมาก เช่น ไข่แดง หนังเป็ด หนังไก่ หนังหมู มันหมู เครื่องในสัตว์ ปลาหมึก และ
อาหารจำพวกฟาสฟู้ด เช่น พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด ควรเลือกใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง
น้ำมันปาล์ม น้ำมันรำ น้ำมันถั่วลิสง ในการประกอบอาหาร ใช้แต่น้อยโดยใช้ผัดแทนการทอด และ
หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำสลัดจำพวกมายองเนส และสลัดครีม ฯ
ผู้ที่อ้วนควรลดน้ำหนักลง โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก เช่น เนื้อสัตว์ติด
มันและหนัง ขาหมู หมูสามชั้น และอาหารทอดต่างๆ เช่น อาหารชุบแป้งทอด มันทอด กล้วยแขก ข้าว
เกรียบ ทอดมัน หอยจ้อ ปาท่องโก๋ หมูหัน หนังเป็ดปักกิ่ง ควรเลือกรับประทานอาหารที่ทำโดยการต้ม
นึ่ง ย่าง อบ ผัดน้ำมันน้อย หรือยำ
อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลสูง จะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง มีระดับ
แอล ดี แอล (LDL) ในเลือดสูง และมีระดับเอช ดี แอล (HDL) ในเลือดต่ำ ทำให้เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
ขาดเลือด ผู้ป่วยควรควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่แสดงในตารางที่ 3 และควรเลือก
รับประทานอาหารตามตารางที่ 4 ในช่องที่แนะนำให้เลือก ในตารางที่ 5 แสดงปริมาณโคเลสเตอรอลใน
อาหาร เพื่อให้ทราบว่าอาหารชนิดใดมีโคเลสเตอรอลมาก และควรหลีกเลี่ยง
ตารางที่ 3 ระดับไขมันในเลือด ระดับที่เหมาะสม (มก/ดล)
โคเลสเตอรอลในเลือดทั้งหมด < 200
แอล. ดี. แอล. (โคเลสเตอรอลชนิดเลว) < 100 หรือ < 130
เอช. ดี. แอล. (โคเลสเตอรอลชนิดดี) > 55
ไตรกลีเซอไรด์ < 150
ตารางที่ 4 ปริมาณอาหารที่ควรเลือกและควรเลี่ยง
อาหารที่มีไขมันน้อยควรเลือกรับประทาน (ควรเลือกรับประทาน)
อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและอาหารที่มีไขมันมาก(ควรหลีกเลี่ยง)
เช่นเนื้อปลา เนื้อสัตว์ติดมัน หมูสามชั้น คอหมู ขาหมู ไก่ตอน ฯ
เนื้อหมูไม่ติดมัน หมูหัน เป็ดปักกิ่ง หนังหมูทอด ฯ
เนื้อไก่ / เป็ด ไม่ติดมัน / หนัง ไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ ฯ
อาหารที่ผัดเช่น น้ำมันน้อย แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า ฯ
อาหารที่เตรียมโดยการต้ม นึ่ง ย่าง อบ เช่น หมูสะเต๊ะ หมูปิ้ง
อาหารที่ไม่ใส่กะทิเช่น แกงกะทิ ขนมใส่กะทิ ขนมครก ฯลฯ
อาหารจำพวกแกงเช่น แกงส้ม ต้มยำ แกงจืด ขนมอบที่มีเนยมาก เช่น เค้ก คุกกี้ พาย เพสตรี้ ฯ
อาหารประเภทยำ ที่มีผักมาก เช่น ส้มตำ ยำผักต่างๆ
อาหารทอดทุกชนิดเช่น ไก่ทอด กุ้งทอด ปลาทอดผัดผักต่างๆ กล้วยทอด ปาท่องโก๋ มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ
หมายเหตุ : น้ำมันที่ใช้ผัด ควรใช้น้ำมันรำ
น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันถั่วลิสง หรือใช้น้ำมัน
ปาล์มโอเลอีนร่วมกับน้ำมันถั่วเหลือง 1:1
อาหารที่มีโคเลสเตอรอลมาก เช่น ไข่แดง ไข่ปลาปลาหมึก น้ำมันหมู เนย เครื่องในสัตว์ เช่นตับ ปอด หัวใจ
ตารางที่ 5 ปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหารส่วนที่กินได้ 100 กรัม
ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้
ชนิดอาหาร จำนวนอาหาร มิลลิกรัม
ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) 6 ฟอง 1602
ไข่ไก่ทั้งฟอง 2 ฟองใหญ่ 548
ไข่เป็ดทั้งฟอง 2 ฟองกลาง 884
ไข่นกกระทา 11 ฟอง 844
ไข่ปลา 10 ช้อนชา 374
ตับไก่ 10 ช้อนโต๊ะ 631
ตับหมู 10 ช้อนโต๊ะ 355
ไตหมู 10 ช้อนโต๊ะ 480
กุ้งสุก 10 ช้อนโต๊ะ 195
ปลาหมึก 10 ช้อนโต๊ะ 260
หอยนางรม 4 ตัวกลาง 100
ข้อมูลจาก รศ. ดร. ปรียา ลีฬหกุล หน่วยโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรพยาบาลรามาธิบดี
ผู้ที่รักษาด้วยการทำ CAPD ต้องจำกัดผัก ผลไม้หรือไม่
ผู้เป็นโรคไตเรื้อรังที่รักษาด้วยการทำ CAPD จะมีการสูญเสียโพแทสเซียมไปกับน้ำยาล้างไต จึง
ควรรับประทานผักและผลไม้ให้มากพอ มิฉะนั้นอาจขาดโพแทสเซียม ซึ่งมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ
หัวใจได้ โพแทสเซียมมีมากในผักสีเขียวจัด ผู้ป่วยควรรับประทานเป็นประจำให้เพียงพอ ซึ่งจะทำให้ได้
เหล็ก แคลเซียม วิตามินและใยอาหารเพิ่มขึ้นด้วย แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่หวานจัด เช่น ทุเรียน ขนุน
ลำไย ฯ ผลไม้กวนและผลไม้เชื่อม เนื่องจากทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงได้
ควรเลือกรับประทานผลไม้ที่ไม่หวานจัดและมีโพแทสเซียมมาก เช่น ส้มเขียวหวาน มะละกอสุก แคนตา
ลูป ฝรั่ง กระท้อน ลูกพรุน รับประทานวันละ 2-3 ครั้ง และควรรับประทานในรูปผลไม้มากกว่าน้ำผลไม้
ผู้ที่รักษาด้วยการทำ CAPD ต้องจำกัดเกลือและน้ำหรือไม่
โดยทั่วไป ผู้ที่รักษาด้วยการทำ CAPD ไม่ต้องจำกัดเกลือโซเดียมและน้ำ เพราะมีการสูญเสียไป
กับน้ำยาล้างช่องท้อง รับประทานอาหารรสเค็มได้ตามปกติ ถ้ามีการสูญเสียมาก อาจต้องรับประทาน
อาหารที่มีรสเค็มเพิ่มขึ้น แต่หากมีความดันโลหิตสูงหรือบวม ก็จำเป็นต้องจำกัดอาหารที่มีรสเค็มจัดและ
ปริมาณน้ำที่ได้รับ
ผู้ที่รักษาด้วยการทำ CAPD รับประทานอาหารจำพวกถั่วเมล็ดแห้งได้หรือไม่
ถั่วเมล็ดแห้งทุกชนิดมีสารฟอสฟอรัสสูง การรับประทานอาหารที่มีฟอสฟอรัสมาก ทำให้ระดับ
ฟอสฟอรัสในเลือดสูง มีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม ทำให้แคลเซียมในเลือดต่ำ เป็นผลต่อการทำงานของ
กระดูก ทำให้กระดูกพรุน หักง่าย ปวดกระดูก ผู้เป็นโรคไตเรื้อรังที่ทำ CAPD จึงควรหลีกเลี่ยงถั่วเมล็ด
แห้งทุกชนิด และเมล็ดพืชตามตารางที่ 6 รวมทั้งอาหารอื่นที่มีฟอสฟอรัสสูงด้วย เช่น ไข่แดง เครื่องใน
สัตว์ น้ำนม
ตารางที่ 6 ชนิดของอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ที่ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยง / งด
ถั่วแดง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ปลาทอดกรอบทั้งกระดูก
ถั่วดำ เมล็ดถั่วลันเตา ตับหมู ตับไก่ ไต หัวใจ ปอด ฯ
ถั่วเขียว เมล็ดทานตะวัน ไข่แดง
ถั่วแระ เมล็ดแตงโม เนื้อวัว
ถั่วลิสง เมล็ดฟักทอง น้ำนม, โยเกิร์ต
ถั่วเหลือง เครื่องดื่มประเภทโคล่า เนยแข็ง
ถั่วอัลมอนต์ ช็อกโกแลต จมูกข้าวสาลี
ถั่วพิตัสชิโอ ปลาซาดีนกระป๋อง ปลาแก้ว/ปลาขาวแห้ง
พีคานนัท ปลาไส้ตัน สาหร่ายแห้ง
เค้ก / โดนัท ปาท่องโก๋ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
นอกจากนี้ ฟอสฟอรัสยังมีมากในสารเจือปน (Food additive) ซึ่งใช้เติมในอาหารต่างๆเพื่อ
เป็นวัตถุกันเสีย หรือปรับคุณภาพ หรือเพิ่มความคงตัวในอาหารและในผงฟู จึงควรอ่านฉลากและ
รับประทานแต่น้อยด้วย
ผู้เป็นโรคไตที่รักษาด้วยการทำ CAPD ควรปฏิบัติตัวในการรับประทานอาหารอย่างไร
โดยสรุป ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวในการรับประทานอาหารดังนี้
1. รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่น เนื้อหมู ไก่ ปลา กุ้ง แต่ละมื้อประมาณ 4 ช้อนกิน
ข้าวพูนน้อย
2. รับประทานข้าว ก๋วยเตี๋ยว หรือแป้งอื่นๆในมื้อหลัก มื้อละ 2-3 ทัพพีเล็ก (ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้า)
3. แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก โดยรับประทานวันละ 5-6 มื้อ แทนการรับประทานอาหารมื้อใหญ่วันละ 2-3
ครั้ง จะช่วยให้ไม่รู้สึกแน่นท้องหลังรับประทานอาหาร
4. รับประทานผักสีเขียว ผักสีเหลือง และผลไม้ให้เพียงพอทุกมื้อ
5. ถ้าต้องการดื่มนม ให้ดื่มไม่เกิน ½ - 1 แก้วต่อวัน และถ้ามีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง ควรงดนม และ
เครื่องดื่มประเภทนม
6. เลี่ยงการเติมน้ำตาลในอาหาร เครื่องดื่ม และไม่ดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม
7. รับประทานผลไม้ที่ไม่หวานจัดแทนขนมหวาน หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้
8. รับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย และหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว เช่น เนย ครีม เนื้อติดมัน ไขมันสัตว์
หนังสัตว์ ฯ อาหารใส่กะทิ
9. ผู้ป่วยที่อ้วน ควรหลีกเลี่ยงอาหารทอดทุกชนิด เช่น ทอดมัน แฮ่กึ๊น ข้าวเกรียบ มันทอด ข้าวตัง
ปาท่องโก๋ ฯ
10. หลีกเลี่ยงอาหารฟาสฟู้ดที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลสูง
11. หลีกเลี่ยงการรับประทาน ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดแตงโม เมล็ดทานตะวัน เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ไข่ปลา
12. ใช้น้ำมันพืชจำพวกน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำ น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันปาล์ม ในการทำอาหาร
13. ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์


ที่มา http://www.nephrothai.org/nephrothai_boffice/images_upload/news/188/files/capd%20diet%20valai.pdf

โรคไตวาย CRF


โรคไตวาย CRF หรือ CHRONIC RENAL FAILURE หรือโรคไตล้มเหลว ไม่สามารถทำงาน
ได้ ก็จะมีสาร BUN และสาร CREATININE คั่งมากในร่างกาย สาร 2 อย่างนี้ เป็นพิษต่อร่างกาย
เมื่อมีการสะสมมากขึ้น ไม่สามารถจะทำการขับถ่ายออกจากร่างกายได้ เพราะว่าไตไม่ทำงาน

ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เมื่อเกิดภาวะไตวายแล้วก็รักษาได้เช่นเดียวกับที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ แม้ผลการ
รักษาจะไม่ดีเท่ากับโรคอื่น เนื่องจากมักมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ของโรคเบาหวานร่วมด้วย ซึ่งจะปรากฏ
ชัดเมื่อมีชีวิตยืนยาวขึ้น อย่างไรก็ตามวิธีการรักษาในปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้ดีขึ้นเป็นลำดับ ผลการรักษา
จึงดีขึ้นกว่าแต่ก่อน วิธีการรักษาเมื่อไตไม่สามารถกลับทำงานได้อีกทีเป็นที่ยอมรับกันขณะนี้ คือ การขจัด
ของเสียทางช่องท้อง การรักษาด้วยเครื่องไตเทียมและการปลูกถ่ายไต หรือที่เรียกกันในหมู่คนทั่วไปว่า
"การล้างท้อง" "การฟอกเลือด และ "การเปลี่ยนไต" ตามลำดับชื่อที่เรียกกันทั่วไปนี้ในบางครั้งก็ทำให้
เกิดความสับสนและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการรักษาจนทำให้ผู้ป่วยเกิดความวิตกกังวลมาก

ผู้ป่วยไตวายแพทย์จึงทำการล้างไต
หรือบางคนก็เรียกว่า ฟอกโลหิต ด้วยไตเทียม มี 2 แบบคือ

การขจัดของเสียออกจากช่องท้อง
การล้างไตชนิด PERITONEAL DIALYSIS คือ การล้างไตโดยวิธีการเจาะผนังหน้าท้อง

วิธีการขจัดของเสียทางช่องท้อง ที่นำมาใช้เมื่อไตเสียถาวรแล้วต้องทำอย่างไรต่อเนื่องตลอดไป วิธีนี้อาศัย
เยื่อบุช่องท้องช่วยกรองของเสียออกจากร่างกาย โดยการใส่น้ำยาเข้าในช่องท้องทางสายพลาสติกที่
แพทย์ได้ทำผ่าตัดฝังไว้ในช่องท้อง ทิ้งน้ำยาไว้ในช่องท้องประมาณ 4-6 ชั่วโมง แล้วปล่อยน้ำยาออก
จากช่องท้องแล้วทิ้งไป ของเสียในเลือดที่ซึมออกมาอยู่ในน้ำยาจะถูกกำจัดจากร่างกาย โดยทั่วไปจะทำ
การเปลี่ยนน้ำยาวันละ 4 ครั้ง และสามารถปรับเปลี่ยนการเปลี่ยนถุงน้ำยาให้เข้ากับกิจวัตรประจำวัน
ของผู้ป่วยได้ ขณะที่มีน้ำยาในช่องท้องผู้ป่วยสามารถทำงานและมีกิจกรรมได้ตามปกติ
มีผู้ป่วยบางรายไปเต้นรำได้ วิธีนี้จึงเป็นวิธีการรักษาที่ดีและได้ผลวิธีหนึ่ง ข้อดี คือผู้ป่วยสามารถทำเองได้
และไม่ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย ข้อเสีย คือหากไม่ระมัดระวังความสะอาดให้ดีโดยเฉพาะในการเปลี่ยน
ถุงน้ำยาจะเกิดการติดเชื้อได้ และราคาถุงน้ำยาค่อนข้างสูง สายพลาสติกที่ฝังไว้ในช่องท้องและน้ำยา
ที่อยู่ในช่องท้องจะไม่ทำให้มีอาการเจ็บปวด นอกจากเมื่อเกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณที่ฝังสาย หรือ
มีการติดเชื้อในช่องท้อง

ารรักษาด้วยเครื่องไตเทียม HEMODIALYSIS การฟอกโลหิตด้วยเครื่องล้างไตเทีย
การรักษาด้วยเครื่องไตเทียม หรือ ที่เรียกกันทั่วไปว่า "การฟอกเลือด" เป็นการนำเลือดจากหลอดเลือด
ที่เตรียมไว้แล้วออกจากร่างกาย ผ่านเข้ามาในตัวกรองของเสีย เลือดที่ถูกกรองแล้วจะไหลกลับเข้า
ร่างกายทางหลอดเลือดอีกหลอดหนึ่งวิธีการนำเลือดเข้า - ออกทางหลอดเลือดนี้คล้ายกับการให้เลือด
หรือน้ำเกลือทางหลอดเลือด (มิใช่การผ่าตัดเอาเลือดออกมาล้าง) โดยทั่วไปทำครั้งละ 5 ชั่วโมง สัปดาห์
ละ 2-3 ครั้ง ข้อดี คือ ไม่ต้องทำเอง และการรักษาใช้เวลาไม่มาก ข้อเสีย คือ ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย
และ ไม่ได้มีการขจัดของเสียอยู่ตลอดเวลาอย่างการรักษาทางช่องท้อง นอกจากนั้นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ยังมีปัญหาของหลอดเลือดและหัวใจ ซึ่งอาจทำให้การรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร การรักษาทั้งสอง
วิธีดังกล่าวข้างต้นต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และต้องทำการขจัดของเสียอย่างเพียงพอ
เพราะมิฉะนั้นการรักษาจะไม่ได้ผลและผู้ป่วยจะไม่แข็งแรงพอที่จะทำงานได้ เหตุที่ต้องรักษาตลอดไป
เพราะการรักษาเหล่านี้เป็นการทำงานทดแทนไตที่เสียไป
ตามปกติไตต้องทำงานขับของเสียที่เกิดขึ้นในร่างกายอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา วิธีรักษาเมื่อไตเสียไป
แล้วจึงต้องทำเช่นเดียวกัน

การปลูกไตถ่ายไต
การปลูกถ่ายไต หรือ การเปลี่ยนไต คือ การนำไตของผู้อื่นที่เข้าได้กับผู้ป่วยมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย มิใช่
การเปลี่ยนเอาไตผู้ป่วยออกแล้วเอาไตผู้อื่นใส่เข้าไปแทนที่ การผ่าตัดทำโดยวางไตใหม่ไว้ในอุ้งเชิงกราน
ข้างใดข้างหนึ่งของผู้ป่วย แล้วต่อหลอดเลือดของไตใหม่เข้ากับหลอดเลือดของผู้ป่วย และต่อท่อไต
ใหม่เข้าในกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วย และต่อท่อไตใหม่เข้าในกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วย
การปลูกถ่ายไตนี้ใช้ไตเพียงข้างเดียวก็พอ ถ้าร่างกายของผู้ป่วยรับไตใหม่ได้ดีและไม่มีภาวะแทรกซ้อน
อื่น ๆ ไตที่ได้รับใหม่จะทำงานได้ดี แต่ผู้ป่วยต้องได้รับยากดภูมิต้านทานตลอดชีวิต และจะต้องอยู่ใน
ความดูแลของแพทย์ตลอดไป หากขาดยากดภูมิต้านทาน ร่างกายจะต่อต้านไตที่ได้รับใหม่ ทำให้
ไตเสียและยังอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ปัจจุบันการปลูกถ่ายไตถือเป็นการรักษาภาวะไตวายขั้นสุดท้ายที่ดีที่สุด แต่การรักษาวิธีนี้ก็ยังมีความเสี่ยง
อยู่และมีมากกว่าวิธีอื่นที่กล่าวมาแล้ว แต่ถ้าผลที่ได้ดี ผู้ป่วยจะมีชีวิตใกล้เคียงคนปกติมากกว่าวิธีอื่น
ผลการรักษาจะดีถ้าเป็นผู้ที่ไม่มีโรคของระบบอื่น นอกเหนือจากโรคไต ไม่มีภาวะติดเชื้อ และอายุไม่มาก
เป็นต้น ในการปลูกถ่ายไตแพทย์จึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบ ว่าผู้ป่วยเหมาะสม
กับการรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ รวมทั้งต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจให้ผู้ป่วยด้วย
มิฉะนั้นผลจะไม่ดีและในบางครั้งอาจเสียชีวิตได้
สำหรับในผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งในระยะก่อนผ่าตัด ขณะผ่าตัด และ
หลังผ่าตัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งอาจเกิดขึ้น
ได้ระหว่างการรักษาด้วยวิธีปลูกถ่ายไตทุกระยะ
จากประสบการณ์ในการรักษาที่ผ่านมาของผู้เขียน พบว่าผู้ป่วยที่มีกำลังใจดีและรักษาใจของตนเองได้ดี
ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใด ผลการรักษามักจะดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีแม้โรคที่เป็นจะรุนแรงหรือแม้จะ
ทุพพลภาพ การรักษาใจร่วมกับการรักษาวิธีอื่น ๆ ดังกล่าวมาแล้ว จึงมีความสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่ทั้ง
แพทย์ ผู้ป่วย และญาติ ควรให้ความสำคัญและช่วยกันทำเพื่อผู้ป่วยจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุข
แม้จะเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่

วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

การป้องกันโรคไต

การป้องกันโรคไต
ผู้ที่จะเกิดโรคไตวาย แบ่งง่ายๆ เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีโรคที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไตอยู่แล้ว กลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคนิ่ว เป็นต้น กลุ่มที่ 2 ได้แก่ กลุ่มที่มีโรคซ่อนอยู่แต่ไม่รู้ตัว บางท่านรู้สึกว่าตนมีสุขภาพแข็งแรง ในขณะที่บางท่านกินยาที่แพทย์ไม่ได้สั่งให้เป็นประจำ
ในกลุ่มแรก ท่านคงต้องมาพบแพทย์เป็นประจำ เป้าหมายของการรักษาที่แพทย์แจ้งให้ท่านทราบมีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับท่านที่มีความดันโลหิตสูง จะต้องดูแลตนเองให้ระดับความดันโลหิตต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท ในขณะที่ผู้ป่วยเบาหวาน ท่านจะต้องคุมระดับน้ำตาลในเลือดตอนเช้าอยู่ในระดับ 90-130 มก.% การดูแลตนเองและใช้ยาให้ได้ผลตามเป้าที่แพทย์และพยาบาลแนะนำจะมีผลช่วยป้องกันการเกิดโรคไตวายได้
ในกลุ่มที่ 2 ท่านที่รู้สึกว่า ตนเองสุขภาพดี ไม่เคยเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล บางท่านเป็นนักกีฬา เหล่านี้ไม่ได้รับประกันว่าท่านจะไม่เป็นโรคไต แม้ท่านจะไม่มีอาการใดๆเลยก็ตาม ท่านก็อาจจะมีโรคไตซ่อนอยู่ในตัวอยู่แล้วก็เป็นได้ ทางที่ดีท่านลองพิจารณาคำแนะนำดังต่อไปนี้ ได้แก่
1. วิธีที่ดีที่สุด คือ ท่านควรจะไปรับการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี ซึ่งจะรวมการตรวจสุขภาพไตขั้นต้น 3 ประการ ได้แก่ วัดความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะ และตรวจเลือดหาระดับ “ครีอะตินีน” ผลการตรวจจะบอกได้ขั้นต้นว่าท่านมีโรคไตซ่อนอยู่หรือไม่ ถ้ามีความผิดปกติแม้เล็กน้อยก็ตาม แพทย์ก็จะแนะนำให้ท่านรับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อวินิจฉัย
2. สนใจสุขภาพตนเอง รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้พอเพียง ถ้าท่านมีกิจกรรมที่เสี่ยงต่อโรคไต ท่านควรจะหลีกเลี่ยง ซึ่งที่สำคัญๆ ได้แก่ การงดบุหรี่ หลีกเลี่ยงสุรา ออกกำลังกาย ดื่มน้ำสะอาดอย่างพอเพียง เป็นต้น
3.ถ้าร่างกายท่านแสดงสัญญาณอันตรายบอกโรคไตอันใดอันหนึ่ง (ดูตารางที่ 1) ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ ซึ่งอาจพบว่า ท่านไม่มีโรคใดๆเลยก็ได้ หรือบางท่านอาจมีความผิดปกติของไตเล็กน้อย การรักษาก็แค่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตก็เพียงพอ ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ ถ้าทิ้งไว้นานโดยไม่ทำอะไร ก็อาจเกิดโรคไตเรื้อรังได้


ตารางที่ 1 แสดงสัญญาณอันตรายบอกโรคไต 6 ประการ
• ปัสสาวะขัด
• ปัสสาวะสีเข้มแบบสีน้ำล้างเนื้อ
• ปัสสาวะบ่อย
• บวมหน้า บวมเท้า
• ปวดหลัง ปวดเอว
• ความดันโลหิตสูง

4. ระวังอย่าให้เกิดท้องเสีย โดยกินเฉพาะอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ถ้าเกิดท้องเสียท่านจะต้องได้รับน้ำทดแทนอย่างพอเพียง ถ้าท่านมีโรคไตเรื้อรังอยู่แล้ว การที่เกิดท้องเสียจนทำให้ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรงและเกิดไตวายเฉียบพลันได้ และบ่อยครั้งไตที่วายแล้วไม่ฟื้นกลับอีกเลย
5. หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเองเป็นประจำ ปัจจุบัน การแพทย์ยุคใหม่ส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเอง การซื้อยาง่ายๆรักษาตนเอง อาทิ โรคหวัด ปวดหัว ท่านซื้อยากินเองได้ แต่ต้องทราบว่า กิน 1 ชุดแล้วไม่หาย ท่านต้องไปพบแพทย์ เพราะโรคที่ท่านคิดว่าตนเองเป็น อาจจะมีสาเหตุอื่นๆ ที่แพทย์ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
นอกจากนี้ บ่อยครั้งที่พบว่า ท่านที่เป็นโรคเรื้อรังบางโรคที่ไม่น่าจะเป็นโรคไต อาทิ โรคผิวหนัง โรคปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน ท่านที่ซื้อยากินเอง กินยาที่ไม่ทราบสรรพคุณ เชื่อตามคำโฆษณา เมื่อกินเข้าไปมากๆ แล้ว ทำให้เกิดไตอักเสบ จนเป็นไตวายเรื้อรัง สุดท้ายโรคที่มีอยู่ก็ไม่หาย แถมเกิดโรคไตวายเพิ่ม
6. การกินยาซ้ำซ้อน
มียาหลายอย่างที่แพทย์จ่ายให้ผู้ป่วย ได้แก่ โรคปวดข้อ ปวดเส้น ปวดกล้ามเนื้อ ยาที่จ่ายอาจมียากลุ่มหนึ่งที่ท่านควรจะรู้จัก ได้แก่ “ยาเอ็นเสด” ซึ่งเป็นยาลดอักเสบฤทธิ์แรงมาก กินแล้วอาการปวดมักจะทุเลาลง แต่การทุเลาจะเป็นเพียงชั่วคราว เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ หลังหมดฤทธิ์ยา ผู้ป่วยจะกลับมาปวดได้อีก โดยทั่วไป แพทย์จะพยายามแก้ไขต้นเหตุอยู่แล้ว
ท่านที่เป็นผู้ป่วยโรคปวดต่างๆ ท่านควรจะถามแพทย์ว่า ยาที่ท่านได้มี “ยาเอ็นเสด” หรือไม่ และถ้ามีท่านต้องทำตัวอย่างไร ท่านที่ไปหาแพทย์หลายคลินิก บางครั้งท่านอาจจะได้รับยาแก้ปวดคล้ายๆกันแต่คนละยี่ห้อ และถ้ากินเข้าไปพร้อมกันจะมีผลเสียอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพไต ซึ่งหลักอันหนึ่งที่แพทย์มักจะต้องเตือนท่าน คือยาเก่าอย่าเก็บไว้ ยกเว้นแต่ได้นำไปให้แพทย์ตรวจดูและบอกว่ากินต่อไปได้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ท่านต้องทราบว่า คนธรรมดาทั่วไปจะไม่ต้องกินยาเป็นประจำ นอกจากมีโรคที่ต้องรักษา ดังนั้น การที่ท่านต้องกินยาโดยที่ไม่ทราบว่าเป็นโรคใด ท่านควรจะถามแพทย์ที่ดูแลท่านว่าท่านเป็นโรคใด และจะต้องกินนานเพียงไร แน่นอน โรคบางโรคอาจต้องกินยาประจำตลอดชีวิต แต่บางโรคพออาการหายแล้วต้องหยุดยา
ปัจจุบัน พบว่ามีผู้ป่วยบางรายพอกินยาหมด อาการยังไม่หาย กลับนำซองยาเปล่าที่ได้จากแพทย์ไปซื้อกินเอง ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังจากยา ที่น่ากลัวคือ โรคไตจากยานี้เป็นโรคแบบเงียบๆผู้ป่วยเองไม่มีทางทราบได้ว่าเกิดโรคในระยะแรกเริ่มถ้าไม่ได้รับการตรวจ ผู้ป่วยจะมาหาแพทย์อีกทีก็เกิดโรคไตวายแล้ว ทั้งที่ผู้ป่วยเดิมเป็นโรคที่รักษาได้ดังเช่นโรคปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน ซึ่งปรับวิธีการทำงานใหม่ก็จะทุเลาไปได้เอง
7. หลีกเลี่ยงยาเสพติดต่างๆ โดยเฉพาะต้องงดการสูบบุหรี่ ซึ่งมีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและทำให้ไตเสื่อมเร็ว
8. อย่าหลงคำโฆษณา ในท้องตลาดมีการขายสารอาหารต่างๆมากมายเพื่อบำรุงร่างกาย อาหารเสริมเหล่านี้ ทางองค์การอาหารและยา (อย.) ได้จัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา ดังนั้น สามารถหาซื้อได้ทั่วไปและไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ก่อนซื้อ ในส่วนอาหารเสริมเหล่านี้ อย. ได้รับรองแล้วว่าท่านสามารถซื้อกินได้โดยไม่เกิดโทษ แต่ทางที่ดีก่อนท่านจะซื้อ ท่านควรจะอ่านฉลากอาหารที่แนบไว้ด้วยว่า อาหารเสริมมีข้อจำกัดหรือข้อควรระวังประการใดบ้าง ต้องระวังในผู้ที่โรคบางโรคหรือไม่ อาหารเสริมบางอย่างมีเกลือผสมอยู่มาก ทำให้เกิดโทษได้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและโรคความดันโลหิตสูง
นอกจากนี้ พบว่า มีการโฆษณาเกินจริงของอาหารหรือสารบางอย่างว่าสามารถรักษาโรคไตอ่อนแอได้ คำโฆษณาเหล่านี้ ฟังดูน่าสนใจ เชื่อว่าผู้ป่วยที่มีโรคภัยไข้เจ็บอยู่แล้วโดยเฉพาะท่านที่มีโรคที่แพทย์บอกว่ารักษาไม่มีทางหาย ท่านต้องอยากหายแน่นอน ทุกท่านอยากได้พบกับยาวิเศษ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า สารหรืออาหารวิเศษที่ประกาศขายตามหนังสือรายสัปดาห์และหนังสือพิมพ์นั้น ไม่มีใครรับรองสรรพคุณ ถ้าเป็นยาดีจริง ทำไมไม่มีขายในโรงพยาบาล และถ้ายาเหล่านี้ดีจริง แพทย์จะต้องรีบจ่ายยาเหล่านี้ให้กับท่าน ทำไมต้องขายทางไปรษณีย์ที่ท่านไม่มีทางรู้จักผู้ขายเลย ท่านต้องส่งเงินหรือโอนเงินไปให้ ผลจากการหลงเชื่อเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดโรคไตวายเรื้อรังมาแล้วนับไม่ถ้วน
โดยสรุป การดูแลไตให้มีสุขภาพดีทำได้ไม่ยาก ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเคล็ดลับสำหรับท่านที่ไม่ต้องการเป็นโรคไตวาย หรืออย่างน้อยถ้าทำได้ ก็จะช่วยยืดอายุไตของท่านออกไปอีกยาวนาน

สถานการณ์การรักษาโรคไตโดยวิธีฟอกเลือด

สถานการณ์การรักษาโรคไตโดยวิธีฟอกเลือด ฟอกล้างของเสียออกทางช่องท้องและปลูกถ่ายไตในปัจจุบัน
เมื่อไตเป็นโรครุนแรงจนเสียการทำงาน มีสมรรถภาพไตเหลือน้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของคนปกติ ก็ก่อให้อาการเจ็บป่วยอย่างชัดเจนจากการมีของเสียคั่งในร่างกาย ของเสียเหล่านี้มาจากกระบวนการเผาผลาญอาหารที่รับประทานเป็นส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดอาการโลหิตจาง ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะออกน้อยลง อาการบวมซึ่งเมื่อรุนแรงมากขึ้นก็มีอาการหอบ เหนื่อย นอนราบไม่ได้ ระยะท้ายกระตุก ซึม หมดสติ และอาจมีอาการชัก โดยทั่วไปเมื่อไตหยุดการทำงานและไม่มีการฟื้นตัวของสมรรถภาพไตอีก ผู้ป่วยก็ยังมีชีวิตต่อไปอีกระยะหนึ่งด้วยความทุกข์ทรมานและที่สุดก็เสียชีวิตไปในเวลาไม่กี่สัปดาห์
วงการแพทย์ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้ใช้วิธีการปลูกถ่ายไตครั้งแรก ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ต่อมามีการใช้เครื่องไตเทียมฟอกเลือด (hemodialysis) ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ และมีการพัฒนาวิธีการฟอกล้างของเสียออกทางช่องท้อง (peritoneal dialysis) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ การรักษาโรคไตทั้งสามวิธีจัดว่าเป็นการรักษาเพื่อทดแทนไตที่ไม่สามารถทำงานได้เองอย่างเพียงพอ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่รอดอยู่ได้เป็นเวลานาน โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีพอสมควร เป็นความมหัศจรรย์ในทางการแพทย์ แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และจริยธรรมอย่างกว้างขวางในวงการแพทย์เมื่อพบว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ช่วยชีวิตได้แต่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ในปัจจุบันแต่ละวิธีทั้งสามวิธีต้องใช้ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน ในขณะที่ส่วนใหญ่ของผู้ที่ป่วย รวมทั้งครอบครัวและญาติพี่น้องไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นจำนวนมากไม่ได้รับการรักษา ปัจจุบันในประเทศไทย ผู้ที่ป่วยที่เป็นข้าราชการ ลูกจ้างของราชการ รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งครอบครัว และ ผู้ที่มีประกันสังคมเท่านั้นที่มีสิทธิเบิกค่ารักษาด้วยวิธีรักษาทดแทนไตทั้งสามวิธี ส่วนผู้ที่ใช้บัตรทองยังไม่สามารถเบิกค่ารักษาด้วยวิธีดังกล่าว แต่ข่าวดีก็คือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.ซึ่งเป็นองค์กรบริหารงานโครงการ “๓๐ บาทรักษาทุกโรค” กำลังทุ่มเทความพยายามที่จะให้การช่วยเหลือผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทย
ศาสตราจารย์นายแพทย์รจิต บุรี เป็นอายุรแพทย์โรคไตและเป็นอดีตเสรีไทยสายยุโรปผู้มีส่วนสำคัญในการกอบกู้เอกราชของประเทศในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านได้เดินทางไปรับการฝึกอบรมเพิ่มเติมในสหรัฐฯ และได้มีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนาการรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมร่วมกับศาสตราจารย์นายแพทย์ Belding Scribner ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ที่สหรัฐอเมริกา หลังจากประสบความสำเร็จร่วมกับทีมแพทย์ในสหรัฐฯ ศาสตราจารย์นายแพทย์รจิตฯ ได้เดินทางกลับประเทศไทยและนำเครื่องไตเทียมมาเริ่มให้การรักษาผู้ป่วยในประเทศไทยครั้งแรกที่ ร.พ.ศิริราช ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีการพัฒนาการรักษาโรคไตในประเทศไทย มีการเปิดการผ่าตัดปลูกถ่ายไตครั้งแรกที่ ร.พ.จุฬาลงกรณ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ และ ร.พ.ศิริราชเริ่มมีการใช้การรักษาผู้ป่วยไตวายด้วยการฟอกล้างช่องท้องถาวร (continuous ambulatory peritoneal dialysis หรือ CAPD) เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ วงการแพทย์ในประเทศไทยให้ความสนใจโรคไตและมีการขยายงานรักษาผู้ป่วยด้วยโรคไตอย่างต่อเนื่องกว้างขวางตลอดมา จนในปัจจุบันนี้ ข้อมูลของสมาคมโรคไตรวบรวมในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ พบว่าทั่วประเทศไทยมีศูนย์การแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยโรคไตประมาณ ๓๕๐ แห่ง แต่อย่างไรก็ตามพบว่าร้อยละ ๔๒ (๑๔๘ แห่ง) ของศูนย์ไตเทียมเหล่านี้อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดในปริมณฑลอันได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม ส่วนที่เหลือกระจายตัวในต่างจังหวัดทั่วประเทศ ในจำนวนศูนย์โรคไตทั้งหมดสามารถให้การรักษาด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมได้ แต่มีเพียง ๕๑ แห่ง ที่มีบริการฟอกล้างช่องท้องถาวร และมีเพียง ๒๔ แห่งที่มีบริการปลูกถ่ายไต
นอกจากนั้นพบว่าครึ่งหนึ่งของศูนย์โรคไตทั้งหมดของประเทศเท่านั้นที่เป็นสถานพยาบาลของรัฐ ในแง่บุคลากรการแพทย์ พบว่ามีแพทย์ที่ได้รับวุฒิบัตรและอนุมัติบัตรเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญด้านโรคไตจากแพทย์สภารวมกันทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น ๒๔๗ คน มีพยาบาลผู้ได้รับประกาศนียบัตรเป็นพยาบาลผู้เชี่ยวชาญโรคไตจากสมาคมโรคไต จำนวนทั้งสิ้น ๔๕๓ คน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ามีแพทย์พยาบาลเหล่านี้เพียงประมาณร้อยละ ๓๐ เท่านั้นที่กระจายตัวปฏิบัติงานในต่างจังหวัดทั่วประเทศ ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตในต่างจังหวัดยังมีจำนวนแพทย์ พยาบาล ที่มีความรู้ความชำนาญด้านโรคไตยังไม่เพียงพอ ข้อมูลจากสมาคมโรคไตในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ยังพบว่าในส่วนภูมิภาค ยังมีอีก ๓๘ จังหวัดในประเทศไทยที่ยังไม่มีแพทย์ผู้มีความรู้ความชำนาญด้านโรคไตปฏิบัติงานอยู่
คณะอนุกรรมการลงทะเบียนรักษาทดแทนไตของสมาคมโรคไตยังได้รายงานจำนวนผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาและมีชีวิตรอดทั่วประเทศไทยจนถึงวันสิ้นปี พ.ศ. ๒๕๔๗ พบว่ามีจำนวนผู้เข้ารับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมากถึง ๑๒,๖๑๔ คน มีผู้ป่วยฟอกล้างช่องท้องถาวรจำนวน ๗๒๙ คน และมีผู้ที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตจำนวน ๑๕๔๒ คน รวมทั้งสิ้นคิดเป็นสัดส่วนผู้รับการรักษาทั้งสามวิธีเท่ากับ ๒๓๖ รายต่อประชากรล้านคน และหากดูจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ทั้งหมดพบว่ามีจำนวนทั้งสิ้นมากถึง ๗,๘๗๑ รายต่อปีคิดเป็น ๑๒๕ รายต่อประชากรล้านคน ตัวเลขเหล่านี้คาดว่ายังมีอีกสามเท่าตัวที่เป็นโรคไตวายเช่นกันแต่ไม่ได้รับการรักษาเนื่องจากเบิกค่ารักษาไม่ได้และต้องเสียชีวิตไปเนื่องจากไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่ารักษาด้วยตนเอง และหากจะลองคำนวณค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคไตวายโดยคิดค่ารักษาเฉลี่ยอย่างต่ำเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน ก็จะเห็นว่าจำนวนผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยซึ่งแม้จะมีเพียงประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน แต่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายมากถึงปีละอย่างน้อย ๓๖๐๐ ล้านบาท ผู้ป่วยเหล่านี้เสียชีวิตลงเพียงร้อยละ ๑๐-๒๐ ต่อปี แต่มีการเพิ่มจำนวนเข้ามาใหม่มากถึงร้อยละ ๕๐ ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่รวมผู้ที่เสียชีวิตไปก่อนเนื่องจากไม่มีค่ารักษา และแน่นอนว่าหากเลือกได้ คงไม่มีใครอยากเป็นโรคไตวาย คงไม่มีใครอยากถูกทอดทิ้งให้ตายเพราะไม่มีค่ารักษาพยาบาล ข้อมูลของสมาคมโรคไตฯ จึงสะท้อนถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ในการให้การป้องกันการเจ็บป่วยอันเป็นเหตุให้เกิดโรคไตวายซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงต่อตัวผู้ป่วย ต่อครอบครัว และต่อสังคมของทั้งประเทศ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการปลูกถ่ายไต

การปลูกถ่ายไต คือการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยการใช้ไตจากผู้อื่น (ซึ่งผ่านการตรวจแล้วว่าสามารถเข้ากันได้) ให้มาทำหน้าที่แทนไตเก่าของผู้ป่วยที่สูญเสียหน้าที่ไปอย่างถาวรแล้ว ปัจจุบันถือเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ระยะสุดท้ายทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่ เนื่องจากถ้าไตใหม่ทำหน้าที่ได้ดีแล้ว สามารถทดแทนไตเดิมได้สมบูรณ์ คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น รวมทั้งอายุที่ยืนยาวกว่าการรักษาทดแทนไตโดยวิธีอื่น ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเลือด หรือการล้างไตทางผนังหน้าท้อง ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกเหมือนกับการได้รับชีวิตใหม่
วิธีการปลูกถ่ายไต คือ การนำไตของผู้อื่นที่เข้าได้กับผู้ป่วยมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย มิใช่การเปลี่ยนเอาไตผู้ป่วยออกแล้วเอาไตผู้อื่นใส่เข้าไปแทนที่ การผ่าตัดทำโดยวางไตใหม่ไว้ในอุ้งเชิงกรานข้างใดข้างหนึ่งของผู้ป่วย แล้วต่อหลอดเลือดของไตใหม่เข้ากับหลอดเลือดของผู้ป่วย และต่อท่อไตใหม่เข้าในกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วย การปลูกถ่ายไตนี้ใช้ไตเพียงข้างเดียวก็พอ ถ้าร่างกายของผู้ป่วยรับไตใหม่ได้ดีและไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ไตที่ได้รับใหม่จะทำงานได้ดี แต่ผู้ป่วยต้องได้รับยากดภูมิต้านทานตลอดชีวิต และจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอดไป หากขาดยากดภูมิต้านทาน ร่างกายจะต่อต้านไตที่ได้รับใหม่ ทำให้ไตเสียและยังอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ขั้นตอนของการปลูกถ่ายไต
- แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยไตวานเรื้อรังระยะสุดท้าย
- ซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจทางหัวใจ ตรวจสภาพจิตใจ
- เจาะเลือดตรวจหน้าที่ของไต / ตับ / ตับอักเสบ บี -ซี / ซิฟิลิส / เอช ไอ วี
- ตรวจเนื้อเยื่อ (HLA Matching)
-การลงทะเบียนรอ ( Waiting list)
-ส่งเลือดตรวจทุก 2 เดือน (ตรวจหาภูมิคุ้มกัน)/ตรวจร่างกายทุก 2-3 เดือน
- การลงทะเบียนรอ พร้อมรับการเปลี่ยนถ่าย (Active waiting list)

การเตรียมตัวของผู้ที่จะปลูกถ่ายไต

ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในระยะสุดท้าย ระหว่างที่รอการปลูกถ่ายไตต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะไตที่รอคอยนั้น อาจจะมาเมื่อใดก็ได้โดยที่เราจะไม่คาดคิด ความพร้อมทางร่างกายนั้นต้องตรวจเช็คอวัยวะทุกระบบในตัวว่าแข็งแรงพอที่จะทนการผ่าตัดได้หรือไม่ และสามารถรับการรักษาด้วยยากดภูมิต้านทานได้ ผู้ป่วยจะต้องไม่เป็นผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติด ผลการเปลี่ยนไตจึงจะได้คุ้มค่า

มีการตรวจอะไรบ้าง ที่ควรทำในระหว่างการรอปลูกถ่ายไต

ระบบต่างๆของร่างกายที่ต้องตรวจเช็ค คือ ระบบหัวใจ / ตับ / ปอด / สมอง / ระบบเส้นเลือด และความดันโลหิต
- หัวใจที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ควรได้รับการแก้ไขก่อนที่จะผ่าตัดเปลี่ยนไต
- ตับที่เป็นไวรัสตับอักเสบชนิด บี/ ซี ที่ยังไม่สงบ ควรได้รับการรักษาให้เรียบร้อยก่อน มิฉะนั้นแล้วหลังการผ่าตัดเปลี่ยนไต เชื้อไวรัสอาจกำเริบและเพื่มจำนวนมากเป็นทวี เพราะหลังการผ่าตัดเปลี่ยนไต ผู้ป่วยต้องรับประทานยาประเภทสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาที่จะทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้ง่าย ทำให้เกิดเลือดออกจากแผลในกระเพาะได้
- ระบบเลือด ควรดูเกล็ดเลือดและตรวจดูการแข็งตัวของเลือด เพราะถ้าเลือดหยุดยากอาจจะทำให้เสียเลือดมากในระหว่างการผ่าตัด ควรแก้ไขก่อนทำก่รผ่าตัด การตรวจดูเส้นเลือดที่จะนำไตใหม่ไปต่อมีความจำเป็น ในบางรายที่มีสภาพของเส้นเลือดแข็งและมีแคลเซี่ยมไปเกาะอยู่ที่ผนังเส้นเลือด ซึ่งมักพบได้ในผู้ป่วยสูงอายุและโรคผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรัง

ตรวจเนื้อเยื่อ (HLA Matching)

การทำแม็ชชิ่ง คือการเจาะเลือดของผู้รอรับไตมาผสมกับเซลล์ของผู้บริจาคไต เพื่อดูว่าเข้ากันได้หรือไม่ จะเกิดปฏิกริยาต่อต้านรุนแรงหรือไม่ถ้าใส่ไตนี้เข้าไปในตัวของผู้รับ การทำแม็ชชิ่งจำเป็นต้องทำทุกครั้งที่จะมีการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เพื่อตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อน

ผู้บริจาค (Donor)

ไตที่นำมาใช้ปลูกถ่ายได้มาจาก 2 แหล่งคือจากคนบริจาคที่ยังมีชีวิต (Living Donor) และจากคนบริจาคที่เสียชีวิตแล้ว (Cadaveric Donor)

1. คนบริจาคที่ยังมีชีวิต

ตามกฏหมายของแพทยสภาที่ประเทศไทยถือปฏิบัติอยู่ คนบริจาคที่มีชีวิตต้องเป็นญาติโดยทางสายเลือด, สามีหรือภรรยา ซึ่งรวมถึงพ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก หลาน และญาติ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นญาติโดยทางสายเลือดอย่างแท้จริง ทั้งทางด้านการแพทย์และหรือทางด้านกฏหมาย สำหรับสามี/ภรรยาที่จะบริจาคไตให้คู่ครองของตน จะต้องแต่งงานโดยมีทะเบียนสมรสมาไม่ต่ำกว่า 3 ปี และ/หรือมีลูกสืบสกุลที่เกิดจากสามีภรรยาคู่นั้น ผู้บริจาคและผู้รับบริจาคควรมีเลือดกรุ๊ปเดียวกันหรือเป็นกรุ๊ปเลือดที่เข้ากันได้ และผลการทดสอบเข้ากันได้ของเลือดจะต้องไม่มีปฏิกริยาต่อต้านกัน

ผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตต้องได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจ ปัสสาวะ อัลตราซาวน์ ตรวจคลื่นหัวใจอย่างละเอียด เพื่อให้มีความแน่ชัดว่ามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีความเสี่ยงน้อยที่สุด ผู้บริจาคต้องมีความเข้าใจในเรื่องการบริจาค มีความตั้งใจ เต็มใจ ที่จะช่วยเหลืออย่างบริสุทธิ์ใจ ปราศจากอามิสสินจ้างตอบแทน ภายหลังการบริจาคไต ผู้บริจาคไตจะเหลือไตเพียงข้างเดียว เพียงพักฟื้น 2-4 สัปดาห์ ก็จะสามารถทำงานได้ตามปกติ ผู้บริจาค
จะยังคงมีสุขภาพปกติ แข็งแรงเหมือนคนที่มีไต 2 ข้างตามปกติ สามารถทำงาน ออกกำลังกาย เดินทาง และมีอายุยืนยาวเหมือนคนปกติ เพียงแต่ควรระมัดระวังดูแลไตที่เหลือไม่ให้เกิดการติดเชื้อ ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกระทบกระเทือนต่อไต

2. คนบริจาคที่เสียชีวิตแล้ว

หมายถึง ผู้บริจาคที่เสียชีวิตหรือตายแล้ว การตายนี้ได้รับการพิสูจน์และยืนยันโดยคณะแพทย์ และญาติผู้ตายแสดงความประสงค์จะบริจาคอวัยวะของผู้ตายคนนั้น ขั้นตอนในการวินิจฉัยการตายและการรับบริจาคอวัยวะ ต้องปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ของแพทยสภาและของศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยอย่างเคร่งครัด แพทย์ในประเทศไทยสามารถให้การวินิจฉัยการตายของคนไข้ได้ โดยยึดหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยแพทยสภาเมื่อแพทย์ตรวจพบว่าคนไข้มีแกนสมองไม่ทำงานอย่างถาวร โดยมีสาเหตุที่ชัดเจน ถือว่าแกนสมองตาย ถือว่าสมองตาย จึงจะถือว่าเป็นการตายที่สมบูรณ์ ถึงแม้ว่าหัวใจยังเต้นอยู่ก็ตาม ญาติของผู้ตายในลักษณะนี้ควรและสามารถแสดงความประสงค์บริจาคอวัยวะของผู้ตายได้

การเสียชีวิตที่ชัดเจนแบบข้างต้น ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ และมีการบาดเจ็บของสมองอย่างรุนแรงและถาวร หรืออาจจะมาจากผู้เสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองแตกและสมองถูกทำลายอย่างรุนแรงถาวร เมื่อไตที่บริจาคถูกนำออกจากร่างกายของผู้บริจาคแล้ว ถ้าได้รับการเก็บรักษาอย่างถูกวิธี ก็สามารถเก็บได้นานถึง 48 ชม.

การรอปลูกถ่ายไต

การรอปลูกถ่ายไต จะนานแค่ไหน คงจะบอกยาก ขึ้นอยู่กับโชคและดวงเสียส่วนหนึ่ง ที่ว่าคือผู้บริจาคไตนั้นมีเนื้อเยื่อที่คล้ายคลึงกับผู้ป่วยที่รอรับมากน้อยแค่ไหน บางท่านอาจรอเพียงไม่กี่เดือน ส่วนบางท่านอาจต้องรอเป็นปีๆ ส่วนใหญ่โดยเฉลี่ย 2-3 ปี

การผ่าตัดเปลี่ยนไต

จะถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ โดยเมื่อได้ไตมาแล้ว จะนำมาต่อเข้ากับเส้นเลือดของร่างกายบริเวณหน้าท้องน้อยซึ่งโดยปกติแล้วถือว่าไม่ยากนัก และขนาดก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ หลังการผ่าตัดแล้วผู้ป่วยต้องอยู่ในห้องแยกเชื้อประมาณ 1-2 สัปดาห์ไม่จำเป็นต้องเป็นไอซียู อาจเป็นหอผู้ป่วยที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ หรือห้องเดี่ยวก็ได้แต่ต้องใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อเป็นกรณีพิเศษ เพราะผู้ป่วยในระยะแรกจะได้รับยากดภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันปฏิกริยาต่อต้านอวัยวะของร่างกายเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะไปทำให้ภูมิคุ้มกันการติดเชื้อลงลง ผู้ป่วยอาจได้รับเชื้อจากญาติ หรือผู้มาเยี่ยมได้ง่ายกว่าคนปกติ จึงต้องมรกฏป้องกันเอาไว้เพื่อผู้ป่วยเองจะค่อยๆลดยากดภูมิต้านทานลง จนไม่มีโรคแทรกซ้อนอย่างใด อาจใช้ระยะเวลาในโรงพยาบาลระหว่าง 2-6 สัปดาห์

การพักฟื้นหลังออกจากโรงพยาบาล

หลังออกจากโรงพยาบาล แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยทำงานเบาๆที่ไม่มีความเสี่ยงไม่ว่าจากอุบัติเหตุ หรืองานที่จะเสี่ยงจากโรคที่จะได้รับจากบุคคลอื่น หลีกเลี่ยงการติดเชื้อเช่น ไข้หวัด โรคปอด หรือแผลเป็นหนองสามารถนอนกับสามีภรรยาได้ตามปกติ แพทย์จะแนะนำให้กลับไปทำงานได้หลังจาก 1 เดือน ถ้าไม่มีอะไรแทรกซ้อน ค่อยๆออกกำลังกายและเล่นกีฬาเพื่อฝึกฝนและเพิ่มสมรรถภาพของร่างกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายท่านที่ฝึกฝนจนสามารถแข่งขันกีฬาแทบทุกชนิดได้

การใช้ยาหลังการปลูกถ่ายไต

ยาที่ใช้หลังการผ่าตัดมีอยู่หลายกลุ่ม เพื่อจุดประสงค์ต่างๆกัน เช่น
- ยากดภูมิต้านทานของร่างกายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะสลัดไต (Acute rejection)
- ยาที่ป้องกันการติดเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากได้ยากดภูมิคุ้มกันในขนาดสูง จะมีโอกาสติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น โดยปกติยาป้องกันการติดเชื้อเหล่านี้ จะให้ไปอย่างน้อย 3 เดือน และอาจจะต้องให้ซ้ำถ้ามีภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกกดอย่างมาก โดยเฉพาะหลังได้รับยารักษาภาวะสลัดไต
- ยารักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่นยารักษาเบาหวาน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ยารักษาความดันโลหิต สูง ยาลดไขมัน ยาลดบวม ยาที่เพิ่มความแข็งแรงของกระดูก ยาที่เพิ่มความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในภาวะโลหิตจาง
- ยาวิตามินเพื่อเสริมสร้างบำรุงร่างกาย

โอกาสประสพความสำเร็จในการปลูกถ่ายไต

ผลสำเร็จในการปลูกถ่ายไตขึ้นกับหลายปัจจัย ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือชนิดของไตที่ได้รับ ดังนี้
ไตจากผู้มีชีวิต ผลสำเร็จใน 1 ปี ประมาณ 95%
ผลสำเร็จใน 5 ปี ประมาณ 90 %
ไตจากผู้เสียชีวิต ผลสำเร็จใน 1 ปี ประมาณ 85 %
ผลสำเร็จใน 5 ปี ประมาณ 70 %

สาเหตุที่ทำให้ไตหลังการปลูกถ่ายเสื่อม มีดังนี้
- การรับประทานยาไม่สมำเสมอ ลืมทาน ทานมากเกิน ทานยาน้อยไป
- การกำเริบของโรคไตเดิม
- การต่อต้านไตแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง
- การติดเชื้อโรคในไต
หลังการผ่าตัดเปลี่ยนไต หากไตไม่ทำงานไม่ว่าจะเกิดจากการต่อต้านแบบเฉียบพลัน หรือเกิดจากเทคนิคการผ่าตัดจนไตเสียแล้วนั้น จำเป็นต้องผ่าเอาไตออก แต่ถ้าไตทำงานไปได้นานแล้ว และเกิดการเสื่อมอย่างช้าๆ อย่างเรื้อรังจนไม่ทำงานไปในที่สุด ในกรณีหลังนี่ไม่มีความจำเป็นต้องผ่าเอาไตออก

ภาวะแทรกซ้อนหลังการเปลี่ยนไต

๑. ไตไม่ทำงานทันที ที่ใส่เข้าไปในร่างกาย : ป้องกันได้ด้วยการตรวจการเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อให้ถูกต้องก่อนทำการปลูกถ่ายไต
๒. การสลัดไตอย่างเฉียบพลัน : มีประมาณ ๒๐-๔๐ % ในปีแรก ขึ้นกับชนิดของยาที่ใช้กดภูมิต้านทานอวัยวะที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยยาสเตียรอยด์ ซึ่งไม่แพงมากนัก มีจำนวนน้อยที่ต้องใช้ยาที่มีราคาแพงเพื่อควบคุมการสลัดไต
๓. การสลัดไตอย่างเรื้อรัง : คือการเสื่อมสภาพของไตอย่างช้าๆ โดยมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ในปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้โดยเด็ดขาด แต่สามารถลดความเสี่ยงนี้ได้โดยการควบคุมโรคที่อาจเกิดร่วมด้วยให้ดี เช่น ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และต้องกินยาลดภูมิต้านทานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะสลัดไตอย่างเฉียบพลัน ซึ่งจะมีผลทำให้ไตมีอายุยืนยาวขึ้น
๔. การติดเชื้อจากเชื้อทั่วไป : หลังการปลูกถ่ายไต ภูมิต้านทานร่างกายจะลดลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายจากเชื้อทั่วๆไป เช่น ปอดบวม กรวยไตอักเสบ หรือจากเชื้อพวกฉวยโอกาส เช่น ไวรัส CMV , Herpes, EB virus เชื้อรา เชื้อพยาธิ วัณโรค และอาจต้องกินยาเพื่อป้องกันพวกเชื้อฉวยโอกาสเหล่านี้ด้วยในระยะแรกหลังการผ่าตัด
๕. มะเร็ง : หลังการปลูกถ่าย ภูมิต้านทานร่างกายลดลง ทำให้เกิดโอกาสเกิดมะเร็งได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วๆ ไป โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือผู้ได้รับการปลูกถ่ายและรับทานยาลดภูมิต้านทานมานานแล้ว มะเร็งที่มักพบได้บ่อยได้แก่ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งของไตเก่า
๖. ภาวะแทรกซ้อนความดันโลหิตสูง : อาจเป็นจากโรคที่มีมาก่อนการผ่าตัด หรือเกิดจากยาที่ใช้ในการลดภูมิต่อต้านอวัยวะ เช่น เพร็ดนิโซโลน นีโอรัล หรือ โปรกราฟ ก็มีส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
๗. โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน : ผู้ป่วยปลูกถ่ายไต มีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าบุคคลทั่วไป อาจเพราะมีโอกาสมากที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเส้นเลือดห้วใจตีบตัน
๘. เบาหวาน : ยาเพร็ดนิโซโลน และโปรกราฟ ทำให้มีโอกาสเกิดเบาหวานได้ง่ายขึ้น หรือเบาหวานที่เป็นอยู่แล้วควบคุมได้ยากขึ้น
๙. ไขมันในโลหิตสูง : พบได้สูง 50-80% และอาจเกิดจากการใช้ยาเพร็ดนิโซโลน และนีโอลัล ถ้าจำเป็นก็ต้องใช้ยาลดไขมันจำพวกกลุ่ม สตาติน เช่น ลิปิตอร์ หรือ โซคอร์
๑๐. กระดูกผุกร่อน : ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย มักมีภาวะกระดูกขาดแคลเซี่ยมอยู่แล้ว เมื่อได้รับยาเพร็ดนิโซโลนก็ยิ่งทำให้มีโอกาสเกิดกระดูกผุได้ง่าย บางรายอาจถึงต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวกระดูกตะโพกก็มีแผลในกระเพาะอาหาร ยาเพร็ดนิโซโลน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะ ผู้ป่วยจึงต้องได้รับยาลดกรดในกระเพาะร่วมด้วย
๑๑. ผลข้างเคียงของยาที่ใช้ในการลดภูมิต้านทานอวัยวะแปลกปลอม :
ยาแต่ละตัวจะมีผลข้างเคียงต่างๆ กัน และไม่จำเป็นจะต้องเกิดกับทุกคน
นีโอรัล ขนขึ้นตามหน้าและตัว เหงือกหนาขึ้น พิษต่อไต ไขมันในเลือดสูง กรดยูริคสูง ความดันโลหิตสูง
โปรกราฟ พิษต่อไต เบาหวาน มือสั่น ผมร่วง
เพร็ดนิโซโลน สิว หน้ากางขึ้น น้ำหนักขึ้น แผลในกระเพาะ เบาหวานลงไต โรคตับอักเสบเรื้อรัง กระดูกพรุน

ข้อควรและไม่ควรปฏิบัติหลังได้รับการปลูกถ่ายไตแล้ว

ผู้ป่วยที่ปลูกไตแล้ว สามารถทำงานได้ตามปกติ แต่ควรเลือกลักษณะงานที่เหมาะสม งานที่สกปรก สิ่งแวดล้อมที่ไม่สะอาด อับชื้น ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
- ควรบอกนายจ้างให้ทราบ เพื่อจะได้จัดงานที่เหมาะสมให้ จัดการประกันสุขภาพตามสิทธิ
- ไม่ควรออกแรง ทำงานหักโหมจนเกินไป ผักผ่อนเท่าที่จำเป็น
- การไปเที่ยว ควรเลือกสถานที่ สิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย ควรมีโรงพยาบาลที่เข้าถึงได้ง่าย
- สามารถขับขี่ยานพาหนะได้ตามปกติ
- สามารถมีลูกได้ตามปกติ สำหรับหญังอาจมีปัญหาในการตั้งครรภ์ได้
- สามารถเล่นกีฬา ออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่อย่าให้หักโหมจนเกินไป

ปัจจุบันการปลูกถ่ายไตถือเป็นการรักษาภาวะไตวายขั้นสุดท้ายที่ดีที่สุด แต่การรักษาวิธีนี้ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่และมีมากกว่าวิธีอื่นที่กล่าวมาแล้ว แต่ถ้าผลที่ได้ดี ผู้ป่วยจะมีชีวิตใกล้เคียงคนปกติมากกว่าวิธีอื่น ผลการรักษาจะดีถ้าเป็นผู้ที่ไม่มีโรคของระบบอื่น นอกเหนือจากโรคไต ไม่มีภาวะติดเชื้อ และอายุไม่มาก เป็นต้น ในการปลูกถ่ายไตแพทย์จึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบ ว่าผู้ป่วยเหมาะสมกับการรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ รวมทั้งต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจให้ผู้ป่วยด้วย มิฉะนั้นผลจะไม่ดีและในบางครั้งอาจเสียชีวิตได้ สำหรับในผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งในระยะก่อนผ่าตัด ขณะผ่าตัด และหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการรักษาด้วยวิธีปลูกถ่ายไตทุกระยะ จากประสบการณ์ในการรักษาที่ผ่านมาของผู้เขียน พบว่าผู้ป่วยที่มีกำลังใจดีและรักษาใจของตนเองได้ดี ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใด ผลการรักษามักจะดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีแม้โรคที่เป็นจะรุนแรงหรือแม้จะทุพพลภาพ การรักษาใจร่วมกับการรักษาวิธีอื่น ๆ ดังกล่าวมาแล้ว จึงมีความสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่ทั้งแพทย์ ผู้ป่วย และญาติ ควรให้ความสำคัญและช่วยกันทำเพื่อผู้ป่วยจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขแม้จะเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่

วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

ไตวายและไตวายเรื้อรัง

ไตวายเรื้อรังเป็นภาวะที่ไตสูญเสียหน้าที่อย่างเรื้อรัง ทำให้เกิดการคั่งของของเสียและน้ำ

ไตคืออะไร

ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายในการขับของเสีย และควบคุมปริมาณสารน้ำและเกลือแร่ในร่างกายให้สมดุล ปกติมีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วเท่ากำปั้น มีอยู่ 2 อัน ถ้าไตข้างใดข้างหนึ่งเสียไตอีกข้างสามารถทำหน้าที่แทนได้ เมื่อไตเสียหน้าที่ทั้ง 2 ข้าง คือไม่สามารถกรองของเสียหรือที่เรียกว่าไตวายก็จะเกิดอาการซึ่งเกิดจากการคั่งของของเสีย และการคั่งของน้ำและเกลือแร่ และการเสียสมดุลของฮอร์โมนของร่างกาย

ไต มีหน้าที่อะไร

1. ขับถ่ายของเสียที่เกิดจาการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน หากของเสียพวกนี้คั่งมากๆ จะมีอาการมึนงง เบื่ออาหาร หมดสติ และอาเจียน
2. ควบคุมปริมาณน้ำ และเกลือแร่ที่เกินความจำเป็น โดยขับออกทางปัสสาวะ
3. ผลิต และควบคุมการทำงานของฮอร์โมน เช่นฮอร์โมนที่ควบคุมปริมาณแคลเซี่ยม และฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงฮอร์โมนที่ไตผลิตได้แก่

* Erythropoietin ทำหน้าที่กระตุ้นไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง
* Renin ทำหน้าที่ควบคุมความดันโลหิต
* vitamin D ทำหน้าที่สร้างกระดูก

ไตวายเรื้อรัง เกิดจากอะไร

1. เกิดจากกรวยไตอักเสบเรื้อรัง
2. เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบตัน
3. จางทางเดินปัสสาวะอุดตัน เช่น นิ่ว
4. โรคเบาหวาน
5. จากโรค SLE
6. จากยาบางชนิด

อาการของไตวาย

เมื่อไตเริ่มวายผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการ แต่เมื่อไตเริ่มเสื่อมมากขึ้นผู้ป่วยจะปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยขึ้นเนื่องจากไตไม่สามารถดูดซึมน้ำกลับ นอกจากปัสสาวะตอนกลางคืนแล้วผู้ป่วยยังมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ความจำไม่ดี นอกจากนี้ยังมีอาการตามระบบต่างๆดังนี้

1. ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ [ neuromuscular] จะมีการกระตุกของกล้ามเนื้อ ปลายเท้าปลายมือชาเนื่องจากปลายประสาทอักเสบ [peripheral neuropathy ] เป็นตะคริว และชัก
2. ระบบทางเดินอาหาร [gastrointestinal] เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ เป็นอาการที่พบที่พบทุกราย ถ้าไตวายมากขึ้นบางรายมีเลือดออกทางเดินอาหาร
3. ระบบหัวใจและหลอดเลือด [ cardiovascular ] ถ้าไตวายมากมีการคั่งของเกลือและน้ำจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง มีอาการบวมเนื่องจากหัวใจวาย บางรายมีอาการมีอาการเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ [ pericarditis ]
4. ผิวหนัง มีอาการคัน ผิวจะมีสีเหลือง-น้ำตาล

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

1. การตรวจ CBC พบว่ามีซีดเนื่องจากไตสร้างฮอร์โมนน้อยลง
2. การตรวจปัสสาวะพบว่ามีไข่ขาวในปัสสาวะ
3. ตรวจการทำงานของไตโดยตรวจค่า creatinin ค่าปกติอยู่ระหว่าง 0.6-1.2 mg%
4. การตรวจ creatinin clearance โดยการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงหาสาร creatinin ในปัสสาวะและเจาะเลือดหาสาร creatinin นำมาคำนวณค่าปกติ 97-137 มิลิลิตรต่อนาที 88-128 มิลิลิตรต่อนาทีสำหรับชายและหญิงตามลำดับ
5. การตรวจหา BUN [blood urea nitrogen]ค่าปกติไมเกิน 20 mg%
6. การตรวจเกลือแร่ พบว่าเลือดจะเป็นกรดมีค่า CO2อยู่ระหว่าง 15-20 mmol/L Calciumในเลือดจะต่ำ Phosphate ในเลือดสูง
7. การตรวจเพื่อประเมินขนาดไตโดยอาจจะใช้ ultrasound หรือ CT

การรักษา

การรักษาต้องรักษาปัจจัยที่ทำให้ไตเสื่อมมากขึ้น เช่น ภาวะขาดน้ำ ยาที่มีพิษต่อไต หัวใจวาย การติดเชื้อ หลักการรักษาไตวายประกอบด้วย

1. การควบคุมอาหารสำหรับโรคไต
2. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
3. การล้างไตผ่านทางท้อง
4. การเปลี่ยนไต

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม Hemodialysis

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเป็นการนำเลือดผ่านเข้าเครื่องไตเทียมผ่านไปยังเยื่อ Hemodialyzer ซึ่งเป็น semipermeable membrane ซึ่งจะกรองเอาของเสียออก เลือดที่ผ่านการกรองก็จะกลับเข้าสู่เครื่องไตเทียม และเข้าสู่ร่างกาย ทำให้กำจัดของเสีย คุมความสมดุลของน้ำและเกลือแร่ และรักษาระดับความดันให้ปกติ

การเตรียมการก่อนฟอกเลือด

ก่อนฟอกเลือดจะต้องมีการนำเลือดจากหลอดเลือดมาฟอกโดยทำได้ 2 วิธี

* ใช้เข็มเจาะเข้าหลอดเลือดที่หลอดเลือดบริเวณคด และหลอดเลือดขาหนีบ วิธีนี้ใช้ฟอกเลือดได้ 2-6 สัปดาห์
* วิธีที่สองเป็นการต่อหลอดเลือดแดง และดำ [arteriovenous [ A-V] fistular ]หลังต่อหลอดเลือดดำจะพองและขยายทำให้สามารถใช้เข็มเจาะเอาเลือดไปฟอกได้ วิธีนี้เป็นวิธีการถาวรแต่ต้องใช้เวลาให้หลอดเลือดดำพองตัว

ขณะฟอกท่านสามารถอ่านหนังสือหรือรับประทานอาหารได้ ใช้เวลาฟอก 2-4 ชั่วโมง อาทิตย์ละ2-3 ครั้ง

โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

พบได้บ่อยคือ ความดันโลหิตต่ำ อาจเกิดจากผู้ป่วยกินยาลดความดันโลหิตก่อนฟอกและตะคริว เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่เร็วเกินไป ใช้เวลาในการปรับตัวหลายเดือน โรคแทรกซ้อนที่พบได้น้อยได้แก่ ไข้ เลือดออกทางเดินอาหาร คัน นอนไม่หลับเป็นต้น

ข้อห้ามการฟอกเลือดคือ ความดันโลหิตต่ำ และเลือดออก

ข้อปฏิบัติก่อนการฟอกเลือด

1. ควรงดรับประทานยาลดความดันโลหิตก่อนฟอก 4-6 ชั่วโมง
2. ถ้ามีการเสียเลือดมาก เช่นมีประจำเดือน อุจาระดำ อาเจียนเป็นเลือด ให้แจ้งแพทย์ก่อนฟอกเลือดทุกครั้ง

การปฏิบัติตนขณะฟอกเลือด

1. แขนข้างที่กำลังฟอกให้อยู่นิ่งๆ
2. เตรียมอาหารมารับประทานขณะฟอกเลือด
3. ถ้ามีอาการเวียนศีรษะ ใจสั่น ขณะฟอกให้แจ้งพยาบาลผู้ดูแลทันที

ข้อควรปฏิบัติหลังฟอกเลือด

* หลังการฟอกเลือดใหม่จะมีการห้ามเลือดโดยใช้พลาสเตอร์หรือผ้ากอซปิด เมื่อเลือดหยุดจึงเอาผ้าก๊อซออกและติดพลาสเตอร์
* รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
* รับประทานอาหารตามคำแนะนำดังกล่าวมาแล้ว
* ชั่งน้ำหนักทุกวัน โดยควบคุมมิให้น้ำหนักเพิ่มเกินวันละ 0.5 กก.
* หลังการฟอกเลือดให้ระวังการถูกกระแทกแรงๆเพราะจะทำให้เกิดช้ำได้

การรับประทานอาหาร

1. ให้รับประทานโปรตีนจากเนื้อปลา แทนจากถั่วและผัก
2. เลือกอาหารที่มีโพแทสเซียมไม่สูงไม่ต่ำเนื่องจากสูงหรือต่ำไปจะทำให้เกิดผลเสียต่อหัวใจ
3. จำกัดน้ำดื่มมิให้น้ำหนักเพิ่มเกินวันละ 0.5 กิโลกรัม
4. งดอาหารเค็ม
5. งดอาหารที่มี phosphate สูงดังกล่าวข้างต้น

การล้างไตผ่านทางท้อง

หลักการฟอกไตวิธีนี้คือการใส่สายเข้าไปในช่องท้อง แล้วใส่น้ำยาเข้าในช่องท้องเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงปล่อยออก การฟอกมีด้วยกันหลายวิธี เช่น

* Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis (CAPD)
* Continuous Cyclic Peritoneal Dialysis (CCPD)
* Intermittent Peritoneal Dialysis (IPD)

ระยะเวลาในการฟอกขึ้นกับวิธีการฟอก เช่น (CAPD) ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ,(CCPD)ใช้เวลา 12 ชั่วโมง

โรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ช่องท้องอักเสบ ป้องกันโดยทำการล้างท้องแบบปราศจากเชื้อ

การดูแลหลังสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายที่ล้างไตผ่านทางหน้าท้อง

เนื่องจากผู้ที่ล้างไตผ่านทางหน้าท้องจะมีน้ำในท้อง และกล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรง การยกของหนักจะทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ง่ายจึงมีคำแนะนำดังนี้

* คำนึงถึงน้ำหนักที่จะยกว่าหนักไปหรือไม่
* ให้ยกของใกล้ตัวมากที่สุด
* เวลาจะยกของให้กางขาออก เก้าเท้าไปข้างหน้าหนึ่งเท้า
* ให้ย่อเข่าแทนการก้ม
* อย่ายกของจากที่ชั้นที่สูง
* อย่ายกของและบิดเอว
*

การเปลี่ยนไต

คือการนำไตที่ไม่เป็นโรคมาผ่าตัดให้กับคนที่เป็นโรคไตวาย วิธีการได้มา อาจจะนำจากผู้ป่วยที่สมองตายแล้ว หรือจากการบริจาคของญาติ และเพื่อน ก่อนการเปลี่ยนไตแพทย์จะต้องตรวจเลือดและเนื้อเยื่อว่าเข้ากับผู้ป่วยหรือไม่เพื่อป้องกันการปฏิเสธเนื้อเยื่อ หลังการเปลี่ยนไตแพทย์จะให้ยากดภูมิรับประทาน

การออกกำลังกายในผู้ป่วยไตวาย การตรวจการทำงานของไต

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

* ความดันโลหิตสูง
* โรคเบาหวาน
* เกลือและสุขภาพ
* ไขมันในเลือดสูง
* อาหารที่มีเกลือต่ำ

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

หน้าที่ของไต 1. ควบคุมสมดุลของน้ำ

2. ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ ที่สำคัญได้แก่ sodium, potassium, phosphorus, calcium, magnesium

3. ควบคุมสมดุลกรดด่าง

4. กำจัดของเสียที่เกิดขึ้นในร่างกาย โดยเฉพาะ nitrogen waste products ที่เกิดจากโปรตีน

5. สร้างฮอร์โมน ได้แก่

5.1 erythropoietin (EPO) กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูก

5.2 renin ควบคุม ความดันโลหิต

5.3 calcitriol (vitamin D) ควบคุมสมดุลของแคลเซี่ยม

อัตรากรองของไต • Glomerular filtration rate (GFR)

– เป็นค่าที่บ่งบอกการทำงานของไต

– มีหน่วยเป็น มล./นาที

– ถ้าปรับตาม BSA จะมีหน่วยเป็น มล./นาที/1.73 ตรม.

– ค่าปกติ ขึ้นอยู่กับอายุ

– การวัดค่าโดยตรง ยุ่งยาก (inulin clearance)

– อาศัยการประเมินโดยดูจากผลตรวจเลือดหา serum creatinine ที่สามารถทำได้ทั่วไป
สถานการณ์โรคไตเรื้อรังในประเทศไทย
interASIA study ประมาณว่า
– ความชุกของ CKD stage 3 ประมาณ 20.1% ของคนไทยที่มีอายุมากกว่า 35 ปี (ประมาณ 5 ล้านคน)
– ความชุกของ CKD stage 4 ประมาณ 0.94% ของคนไทยที่มีอายุมากกว่า 35 ปี (ประมาณ 2.3 แสนคน)
แนวทางในการจัดการปัญหาโรคไตเรื้อรัง
1. ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับตระหนักถึงปัญหาโรคไตเรื้อรัง
2. ส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยให้ปลอดจากโรคไตเรื้อรัง
3. ตรวจหาผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มแรก
4. ชะลอการเสื่อมของไตและป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
5. เตรียมผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการบำบัดทดแทนไต
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไตเรื้อรัง
1. ปัจจัยทำให้เสี่ยง ได้แก่ อายุมาก มีประวัติโรคไตในครอบครัว หรือมีน้ำหนักแรกคลอดต่ำ
2. ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค คือเป็นเหตุที่ทำลายไต ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคจากภูมิคุ้มกันตนเอง นิ่วในไต การอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ การได้รับสารพิษต่อไต การติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ
3. ปัจจัยทำให้การเสื่อมของไตเร็วขึ้น ได้แก่ การมีโปรตีนรั่วมากในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดี เบาหวานที่ควบคุมไม่สม่ำเสมอ การสูบบุหรี่
การตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรัง
• ควรทำในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง
• ใช้การตรวจที่ง่าย ไม่แพง
• ได้แก่
– การตรวจ serum creatinine เพื่อหา eGFR
– การตรวจปัสสาวะ urine examination
– การตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะ
• Urine microalbumin
• Urine protein creatinine ratio
– การตรวจหาปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
• FBS, lipid profile, วัด BPกลไกที่ทำให้การทำงานของไตเลวลง
• โรคไตที่เป็นเหตุนำ ยังไม่สามารถรักษาหรือควบคุมได้ เช่น
– Active Glomerulonephritis
– การอุดตันทางเดินปัสสาวะจากนิ่ว ก้อนเนื้องอก ยังไม่ได้รับการแก้ไข
– การติดเชื้อซ้ำที่ไต
– การได้รับยาหรือสารที่มีพิษต่อไต
• การมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
• การควบคุมความดันโลหิตไม่ดีพอ
• การควบคุมเบาหวานไม่ดีพอ
• การสูบบุหรี่

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ไตวาย" ร้ายกว่ามะเร็ง


โรคไต” มหันตภัยเงียบที่กำลังคุกคามคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนอกจากต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการของโรคแล้ว หลายคนถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวกับค่ารักษากันไปเลย
เพราะผู้ป่วยโรคนี้ส่วนมาก กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคไต ก็เมื่อโรคลุกลามไปมาก ถึงขั้นต้อง ล้างไต ฟอกเลือด หรือ เปลี่ยนไต ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และต้องรักษาต่อเนื่องไปนาน ตราบจนกว่าผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตหรือเสียชีวิต
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการ สร้างหลักประกันด้านสุขภาพให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม จึงพยายามคิดหารูปแบบที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มีโอกาสรับบริการภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
โดยเริ่มต้นจากการจัดโครงการนำร่องเพื่อศึกษาวิธีการให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคไต ร่วมกับ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กระทรวงสาธารณสุข ศึกษาข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้ เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย
และปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา สปสช. พาสื่อมวลชนเดินทางขึ้นเหนือ เพื่อเปิดตัวโรงพยาบาลศูนย์ลำปาง หนึ่งใน โรงพยาบาลนำร่อง รักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่ง สปสช.พยายามที่จะผลักดันให้เป็นหนึ่งใน “สิทธิ” ของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท ช่วยคนไทยห่างไกลโรค
น.พ.ประนาท เชี่ยววานิช อายุรแพทย์ โรคไต รพ.ศูนย์ลำปาง เล่าว่า ปัจจุบันผู้ป่วยโรคไตจำนวนไม่น้อยต้องสิ้นเนื้อ ประดาตัว เนื่องจากไม่สามารถใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาทในการผ่าตัดเปลี่ยนไต (KT) การล้างช่องท้อง (PD) การฟอกเลือด (HD) ได้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการฟอกไต แต่ละครั้ง สูงถึง 2,000 บาท บางคนต้องล้างไต สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งถ้าเป็นผู้ป่วยบัตรทอง ที่ผ่านมา รพ.ได้หาทางช่วยเหลือโดยคิดค่าฟอกไตเพียงครั้งละ 1,000 บาท ซึ่งก็ยังสูงอยู่มาก ขณะเดียวกันเครื่องฟอกไตของ รพ.ที่มีอยู่จำนวน 7 เครื่อง สามารถใช้ ได้วันละ 2 รอบ แต่ละรอบกินเวลาถึง 4 ชั่วโมง
ดังนั้น ใน 1 วัน รพ. สามารถให้บริการผู้ป่วยได้ เพียง 14 คน ทำให้ยังมีผู้ป่วยโรคไตเข้าคิวรอฟอกไตอยู่อีกเป็นจำนวนมากเฉพาะที่ รพ.ลำปางมีมากถึงกว่า 200 คน
น.พ.วีระวัฒน์ พันธุ์ครุฑ ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. บอกว่า สปสช. ได้นำร่องการให้ บริการผู้ป่วยโรคไต โดยพิจารณาเลือกโรงพยาบาลที่มีความพร้อมสูง คือ รพ.ศรีนครินทร์, รพ. สงขลานครินทร์ และ รพ.บ้านแพ้ว เพื่อสร้างศูนย์การให้บริการต้นแบบในการขยายการเข้าบริการทดแทนไต ภายใต้หลักการหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า
ทั้งนี้ เพราะการรักษาพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูง และเกินความสามารถของครัวเรือนที่จะรับภาระได้ บางครั้งทำให้ผู้ป่วยและญาติต้องประสบกับภาวะหนี้สิน สิ้นเนื้อประดาตัวจากการเจ็บป่วย ซึ่งหากสามารถให้สิทธิการดูแล ประคับประคองไตกับผู้ป่วยที่สามารถเปลี่ยนถ่ายไตได้ จะทำให้ ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถกลับไปทำงาน สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้
ซึ่งในปีที่ผ่านมา สปสช.ได้เลือกโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการให้บริการ ทั้งความพร้อมบุคลากรและอุปกรณ์ทำการล้างช่องท้อง คือ ที่ รพ.สงขลานครินทร์ และ รพ.ขอนแก่น เป็น รพ.นำร่องในฐานะโครงการต้นแบบ ซึ่งทั้ง 2 แห่ง มี รพ. มหาวิทยาลัยเป็นแม่ข่าย ดำเนินการอบรมให้กับโรงพยาบาลชุมชน
ส่วนที่ รพ.บ้านแพ้ว ซึ่งมีระบบการเงินการคลังที่แตกต่างจากโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง ได้ทดลองให้มีการร่วม จ่าย 3 วิธี
วิธีแรก คือ การล้างไตด้วยการฟอกเลือด ซึ่งเป็นภาระหนักของผู้ให้บริการ ที่ต้องมี แพทย์ พยาบาล และเครื่องมือที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง
วิธีที่ 2 การล้างช่องท้อง สามารถทำได้ โดยไม่ต้องลงทุนมากเหมือนการฟอกเลือด แต่ต้องมีบุคลากรเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้เท่านั้น ซึ่งสามารถทำได้โดยให้การศึกษากับแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วย ซึ่งวิธีนี้ผู้ป่วยสามารถล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองได้ หลังจากได้รับการอบรมแล้ว
และวิธีที่ 3 การผ่าตัดไต วิธีนี้ ต้องขึ้นอยู่กับแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยตรง และจะต้องมีอวัยวะเพียงพอที่จะเปลี่ยน ซึ่งเป็นการลงทุนสูงที่สุด ที่สำคัญ วิธีนี้ต้องมีไตที่สามารถเข้ากันได้กับ ผู้ป่วยด้วย
คุณหมอวีระวัฒน์ บอกว่า รูปแบบต่างๆ ที่ว่านี้ ได้ดำเนินงานมาครบ 1 ปีแล้ว ในโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่ง ซึ่งแม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน แต่ในภาพรวมแล้วถือว่าประสบความสำเร็จ ที่สามารถจะนำไปพัฒนาเป็นต้นแบบในภาคอื่นๆ ได้
และในปี 2549 นี้ ได้ตั้งเป้าหมายดำเนินการเพิ่มอีก 10 แห่งรวม 13 แห่ง ภายใต้วงเงินทั้งสิ้น 200 ล้านบาท โดย รพ.ศูนย์ลำปาง เป็นแห่งหนึ่งที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการ
สำหรับแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จะมีการคัดกรองผู้ป่วย หากผ่าตัดเปลี่ยนไตเป็นอันดับแรก มีศักยภาพทำได้ 300-500 คนต่อปี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังติดปัญหาว่าไม่มีผู้บริจาคไต
ข้อมูลล่าสุดที่สภากาชาดไทย มีผู้บริจาคไตเพียง 200 ชิ้นต่อปีเท่านั้น
ส่วนการล้างไตเทียมซึ่งทำโดยเครื่อง มีจำนวน 20,000 คนต่อปี มีผู้ป่วยที่เข้าถึงและได้รับการรักษาที่มูลนิธิโรคไตประมาณ 7,047 คน ที่เหลือยังเข้าระบบไม่ได้ เพราะเป็นผู้ป่วยบัตรทอง มีเพียงผู้ป่วยที่เป็นข้าราชการและประกันสังคมเท่านั้น ที่ได้รับสิทธิ ทำให้ผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายเดือนละประมาณ 12,000 บาท
สำหรับการล้างไตผ่านช่องท้อง แม้จะเป็นวิธีที่ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ไม่ต้องไปทำที่โรงพยาบาล และถ้ามีผู้ป่วยใช้วิธีดังกล่าวจำนวนมาก จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น และแม้วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากที่สุด แต่ก็ต้องระมัดระวัง หากผู้ป่วยทำไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้ติดเชื้อได้
การปลอดจากโรคไต จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
นั่นหมายถึงการป้องกัน หรือรู้ตัวตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าจนถึงเดือน ธ.ค. 2549 จะมีผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องรับการล้างไตถึง 30,750 ราย ซึ่งถ้ารัฐให้สิทธิทุกราย จะต้องใช้งบประมาณมหาศาล ยังไม่นับถึงจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องเพิ่มขึ้น
ซึ่งถ้าใช้ฐานตัวเลขค่าใช้จ่ายการฟอกเลือดปีละ 250,000 บาท คูณกับจำนวนผู้ป่วยข้างต้น รัฐจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นถึง 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นภาระต่อรัฐบาลไม่น้อย
ถึงเวลานี้ คงไม่ต้องพูดถึงว่า รัฐจะหาเงินที่ไหนมาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยโรคไต แต่ต้องทำให้คนไทยเห็นคุณค่าและความสำคัญของการรักษา “ไต” ไม่ให้ป่วย ให้มากขึ้น
ทุกวันนี้หลายคนเริ่มเห็นพ้องกันแล้วว่า “ไตวาย” ร้ายกว่ามะเร็ง!